Read

เมื่อนักศึกษาแอฟริกาใต้ต้องไปเรียนทั้งที่ท้องหิว

เมื่อนักศึกษาแอฟริกาใต้ต้องไปเรียนทั้งที่ท้องหิว

นับตั้งแต่การประท้วงของนักศึกษาแอฟริกาใต้ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2015 เพื่อเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยหยุดขึ้นเงินค่าเทอม รวมถึงให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณอุดหนุนการศึกษา ภายใต้แคมเปญรณรงค์ว่า ‘Fees Must Fall’ ภาครัฐก็พยายามเข็นหลากหลายนโยบายออกมาเพื่อลดแรงตึงเครียดที่เกิดขึ้น แม้จะยังถูกมองว่าเป็นมาตรการที่ไม่จริงใจนัก

กระนั้น ปัญหาเรื้อรังอย่างหนึ่งในชุมชนนักศึกษาแอฟริกาใต้ที่ดูเหมือนจะไม่ได้รับการจัดการอย่างจริงจัง แต่เริ่มเป็นที่รับรู้และถูกพูดถึงเป็นวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ ‘วิกฤติความหิวโหย’

ปัญหาดังกล่าวถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเด็นที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะรายงานสำรวจวิจัยชี้ให้เห็นแล้วว่า นอกจากจะส่งผลกระทบในทางลบต่อสมรรถนะทางการศึกษา รวมถึงสุขภาพจิตของนักศึกษาแล้ว ยังมีแนวโน้มผลักดันให้นักศึกษาบางส่วนต้องตัดสินใจลาออก หรือต้องเลี้ยงปากท้องด้วยการขโมยอาหารกิน

ในขณะนี้ยังมีงานวิจัยที่ให้ความสนใจกับปัญหาความหิวของนักศึกษาแอฟริกาใต้ออกมาไม่มากนัก อย่างไรก็ดี รายงานในช่วงก่อนการเกิดโรคระบาดโควิด-19 ระบุว่า อาจมีนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแอฟริกาใต้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ที่ต้องไปเรียนยามท้องหิว

การสำรวจในหมู่นักศึกษาของมหาวิทยาลัย UKZN เมื่อปี 2019 พบว่า นักศึกษาราว 53 เปอร์เซ็นต์ กำลังเผชิญกับความไม่มั่นคงทางอาหาร ส่วนการศึกษาเมื่อปี 2015 ของมหาวิทยาลัย Free State พบว่ามีนักศึกษาถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ต้องประสบกับความหิวโหย

ประเทศแอฟริกาใต้ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหารสูงที่สุดในกลุ่มประเทศทวีปแอฟริกา แต่ชุดข้อมูลจำนวนมากก็ระบุเช่นกันว่าความหิวโหยในแอฟริกาใต้กำลังพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะหลังจากการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19

สำนักงานสถิติแห่งชาติแอฟริกาใต้รายงานว่า ในปี 2017 มีประชาชนในประเทศถึง 6.8 ล้านคน กำลังประสบกับความหิวโหย หรือราว 20 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมด และคาดการณ์ว่า วิกฤติทางอาหารจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นจากการสูญเสียรายได้อันเป็นผลสืบเนื่องจากโรคระบาด หลังมีการสำรวจเมื่อปีที่แล้วพบว่า สัดส่วนของประชาชนที่ประสบกับความหิวโหยในช่วงหลังคำสั่งล็อคดาวน์เพิ่มสูงขึ้นเกือบเท่าตัวจากตัวเลขก่อนช่วงล็อคดาวน์

ข้อมูลของธนาคารโลกชี้ว่า แอฟริกาใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราความไม่เท่าเทียมสูงที่สุดในโลก และอาจมีประชาชนถึง 60 เปอร์เซ็นต์ที่ตกอยู่ใต้เส้นความยากจนในปี 2020

นักศึกษาแอฟริกาใต้จำนวนมากที่มาจากครอบครัวยากจน สามารถเข้าถึงการศึกษาระดับตติยภูมิได้ผ่านการอุดหนุนของ National Student Financial Aid Scheme (คล้ายกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาของประเทศไทย) ซึ่งเป็นโครงการของรัฐที่เริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่ปี 1996 และได้รับการยกย่องว่ามีส่วนช่วยให้อัตราการเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาของแอฟริกาใต้เพิ่มสูงขึ้นมาก

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากรายงานข่าว รวมถึงงานวิจัยหลายชิ้นระบุสอดคล้องกันว่า นักศึกษามองว่าเงินที่พวกเขาได้รับจากกองทุนนี้ไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามจริง รวมถึงไม่ครอบคลุมเรื่องค่าอาหารอีกด้วย แม้ข้อมูลอย่างเป็นทางการของโครงการนี้จะระบุว่ามีการอุดหนุนค่าอาหารและค่ายังชีพอื่นๆ ให้ก็ตาม

ความหิวขัดขวางความก้าวหน้า

ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยหลายแห่งของแอฟริกาใต้จัดทำโครงการอาหารฟรีหรือถุงยังชีพฟรี สำหรับนักศึกษาของตนเพื่อบรรเทาวิกฤติที่เกิดขึ้น เช่น โครงการอาหารกลางวันฟรีของมหาวิทยาลัย Cape Town ซึ่งแจกชุดอาหารกลางวันราววันละ 600 ชุด

ถึงกระนั้น รายงานการสำรวจเกี่ยวกับประเด็นปัญหานี้พบว่า นักศึกษาจำนวนมากไม่ทราบว่ามหาวิทยาลัยของตนมีความช่วยเหลือในรูปแบบนี้ให้ หรือรู้สึกละอายใจเกินกว่าที่จะไปขอรับความช่วยเหลือด้านอาหาร

นักศึกษา UKZN ราว 30 เปอร์เซ็นต์ ระบุในงานวิจัยเมื่อปี 2019 ว่า พวกเขารู้สึกอายที่จะต้องไปขออาหารฟรี หรือไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าตนไม่มีเงินพอที่จะซื้ออาหารกิน ขณะที่เกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ กล่าวว่า การขาดแคลนอาหารทำให้พวกเขาสูญเสียความภูมิใจในตนเอง

รายงานฉบับดังกล่าวพบอีกด้วยว่า ความหิวส่งผลต่อความสามารถในการเรียนของนักศึกษาอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยนักศึกษาเกือบ 65 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่า ความหิวทำให้พวกเขาเสียสมาธิในการเรียน ในขณะที่เกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ กล่าวว่า พวกเขาเคยต้องขาดเรียนเพราะมีอาหารไม่พอกิน

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแสดงความกังวลว่า เนื่องจากนักศึกษาที่ประสบกับความหิวโหยจำนวนมากมาจากครอบครัวที่ยากจน พวกเขาจึงอาจเป็นคนแรกของครอบครัวที่ได้รับการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย และในขณะเดียวกันก็อาจเป็นคนที่ต้องทำงานหาเลี้ยงคนที่บ้านเป็นหลักด้วย

การไม่มีอาหารกินระหว่างการเรียนมหาวิทยาลัย รวมถึงการสนับสนุนทางการเงินที่ไม่เพียงพอ อาจทำให้พวกเขาต้องตัดสินใจหยุดเรียนเพื่อออกไปหางานทำเลี้ยงชีพแทน

เป็นที่รับรู้กันว่า หากมีการสนับสนุนให้คนสามารถเข้าถึงการศึกษาระดับสูงขึ้นได้เท่าไร ก็จะมีโอกาสยกระดับฐานะทางสังคมของตนได้มากขึ้นเท่านั้น ทว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศแอฟริกาใต้ก็ชี้ให้เห็นว่า ภาระปากท้องนั้นก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักศึกษาเหล่านี้ต้องสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจของตนไปโดยปริยาย

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้านการศึกษาจากสำนักงานสถิติแห่งชาติแอฟริกาใต้ ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2017 พบว่ามีนักศึกษาเพียง 29 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่สามารถเรียนจบได้ภายในระยะเวลา 3 ปี ตามที่หลักสูตรกำหนด อีก 29 เปอร์เซ็นต์ เรียนจบได้ในเวลา 4-6 ปี ส่วนที่เหลือใช้เวลาเรียนมากกว่า 6 ปี หรือต้องลาออกกลางคัน

แม้ขณะนี้จะยังมีงานวิจัยไม่มากพอที่จะสรุปได้ว่า ความหิวเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นักศึกษามหาวิทยาลัยจำนวนมากเรียนไม่จบ แต่ผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัย Free State ก็เรียกร้องว่า ปัญหานี้จำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างเร่งด่วน เพราะ “อาหารเป็นหนึ่งในความต้องการพื้นฐานทางกายภาพ จึงมีความเป็นไปได้ที่ความไม่มั่นคงทางอาหารจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้นักศึกษาแอฟริกาใต้มีอัตราการเรียนจบที่ต่ำ…

“ภาพอุดมคติของการศึกษาในระดับอุดมศึกษา อันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงโอกาสที่บุคคลหนึ่งจะสามารถหลุดพ้นจากความยากจน จะไร้ความหมายในทันทีหากนักเรียนนักศึกษาจำนวนมากตกอยู่ในความหิวโหย และยังเป็นภัยคุกคามต่อการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ของประเทศอีกด้วย”

อ้างอิง:

editor

related post