Read

วีระชาติ กิเลนทอง: เมื่อเด็กปฐมวัยไม่รู้ว่าอะไรคือ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก

วีระชาติ กิเลนทอง: เมื่อเด็กปฐมวัยไม่รู้ว่าอะไรคือ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก

ศาสตราจารย์เจมส์ เจ. เฮคแมน (James J. Heckman) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวอเมริกัน ศึกษาเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำด้วยการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพ แล้วพบว่า การลงทุนกับเด็กช่วงปฐมวัย (แรกเกิด-6 ขวบ) จะให้ผลคุ้มค่าถึง 7-12 เท่าในอนาคต และว่ากันตามหลักเศรษฐศาสตร์ หากการลงทุนนั้นเกิดขึ้นเร็ว ผลตอบแทนก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง คณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ถ้าเราช่วยเด็กที่ขาดแคลนตั้งแต่เขายังเล็ก เมื่อเติบโตมาเขาก็จะกลายเป็นคนเก่ง ความเก่งนั้นจะช่วยให้ประเทศมี GDP สูงขึ้น สามารถตามคนอื่นได้ทัน และที่สุดความเหลื่อมล้ำก็จะลดลง

ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ตั้งคำถามว่า แล้วเช่นนั้นก่อนเด็กไทยเข้าเรียนชั้น ป.1 เด็กๆ มีความพร้อมมากน้อยเพียงใด กระทั่งหากมองให้ลึกลงไปในแต่ละจังหวัด ความพร้อมของเด็กไทยอยู่บนระนาบใดของเส้นมาตรฐาน

ตั้งต้นแบบนี้ เพื่อนำไปสู่ประเด็นสำคัญของการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา: ปวงชนเพื่อการศึกษา กับหัวข้อ ‘การศึกษาที่มุ่งความเสมอภาค: ผลกระทบการลงทุนและต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์’​ เพื่อจะหาคำตอบให้ได้ว่า ทำอย่างไรการลงทุนในเด็กปฐมวัยจึงจะเกิดขึ้นอย่างจริงจังและสามารถบรรลุเป้าหมายได้จริง

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา กสศ. ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทำการสำรวจความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (school readiness) โดย รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง เก็บข้อมูลเด็ก 13,000 คน ใน 25 จังหวัด เพื่อดูความพร้อม 3 ประการ คือ หนึ่ง-ความพร้อมของเด็กผ่านทักษะทางปัญญา (cognitive skills) และทักษะทางพฤติกรรม (non-cognitive skills) สอง-ความพร้อมของครอบครัว และสาม-ความพร้อมของโรงเรียน การศึกษานี้ก็เพื่อต้องการรู้ให้แน่ชัดว่า ปัญหามาจากที่ใดกันแน่

รศ.ดร.วีระชาติ บอกว่า วิธีการสำรวจความพร้อมของเด็กอาจดูคล้ายกับโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA (Programme for International Student Assessment) เพียงแต่นี่เป็น PISA สำหรับเด็กปฐมวัยซึ่งมีสเกลที่เล็กลงเท่านั้น

สำหรับขั้นตอนการทดสอบจะใช้วิชาคณิตศาสตร์ง่ายๆ ด้วยการถามว่า รู้จักตัวเลข 1-9 หรือไม่ รู้ในที่นี้ไม่ใช่แค่พูดออกเสียงได้เท่านั้น แต่เด็กต้องรู้เลยว่าเลขที่เห็นคือตัวอะไร หรือหากเป็นตัวหนังสือ เช่น ก-ฮ พวกเขารู้จักตัวอักษรเหล่านั้นหรือไม่ คำถามเหล่านี้ไม่ได้ใช้ตรรกะซับซ้อน ตัวอย่างการทดสอบคือ นำรูปภาพที่มีตัวเลขอยู่ 5 ตัวไปถามเด็กว่ารู้จักหรือไม่ กระนั้นผลลัพธ์ก็เป็นที่น่าแปลกใจ เมื่อพบว่ามีเด็กมากกว่าร้อยละ 20 ในหลายจังหวัด ไม่ทราบเลยว่าตัวเลขที่เห็นคืออะไร นี่เป็นสถานการณ์ที่น่ากังวล

 

ส่วนการสำรวจการรู้หนังสือ สถิติไม่ได้ดีไปกว่ากัน เพราะผลจากการทดสอบด้วยการอ่านเรื่องราวให้เด็กๆ ฟัง แล้วตั้งคำถาม 5 ข้อ พบว่า มีเด็กถึงร้อยละ 30 ในหลายจังหวัดที่ตอบคำถามถูกน้อยกว่า 2 ข้อ

การทดสอบแบบสุดท้ายคือเรื่องความจำ วิธีการคือให้เด็กมองตัวเลข แล้วให้เด็กจำ จากนั้นทวนให้ฟังอีกครั้ง รศ.ดร.วีระชาติ บอกว่า นี่คือการทดสอบที่แสนจะธรรมดามาก แต่เด็กๆ กลับทำคะแนนได้เพียง 3.4-3.5 เท่านั้น ซึ่งหากเทียบกับข้อมูล NLSY (National Longitudinal Survey of Youth) เด็กที่มีอายุระหว่าง 6-8 ปี ได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.0

“โดยสรุปแล้วผมคิดว่ามีสัญญาณบางอย่างที่บอกเราว่า เด็กปฐมวัยจำนวนมากมีทักษะด้านคณิตศาสตร์ การอ่านออกเขียนได้ และความจำ อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งผมอยากจะเน้นอีกครั้งว่า สิ่งเหล่านี้เป็นทักษะพื้นฐาน ไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อนแต่อย่างใด เราไม่ได้ถามคำถามที่ซับซ้อนเลย”

ผลการศึกษาที่พบข้างต้นถูกนำไปเชื่อมโยงกับ Panel Data ในกลุ่มที่เล็กลง เช่น เด็ก 1,000 คน ที่ได้ติดตามอย่างต่อเนื่องตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา เมื่อมองไปยังฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวยิ่งพบได้อย่างชัดเจนว่า เด็กที่ด้อยโอกาสหรือยากจน มีแนวโน้มที่จะมีความพร้อมในการเข้าโรงเรียนต่ำกว่าเด็กในครอบครัวฐานะดี รศ.ดร.วีระชาติ กล่าวว่า นอกจากนี่จะไม่ใช่แค่เรื่องที่น่าแปลกใจ แต่เรากลับยิ่งต้องใส่ใจลงไป เพื่อที่จะช่วยให้เด็กเหล่านั้นมีความพร้อมมากขึ้น แต่คำถามสำคัญคือ แล้วจะทำอย่างไร

“อาจเป็นเพราะการไม่มีทรัพย์สมบัติทำให้มีเงินลงทุนต่ำลง เด็กที่ยากจนนั้นไม่มีของเล่นดีๆ ไม่มีเครื่องมือการเรียนรู้ ไม่มีหนังสือที่บ้าน หรือบางทีเพราะความจน พ่อแม่จึงไม่มีเวลาดูแลลูกอย่างเพียงพอ ไม่รู้วิธีการทำหน้าที่ของพ่อแม่ หรืออาจเป็นปัญหาเรื่องโภชนาการ หรือไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอที่จะส่งเด็กๆ ไปโรงเรียนที่ดีได้”

ข้อสันนิษฐานนั้นมีความเป็นไปได้ทั้งหมด บางคนอาจติดปัญหากับบางข้อ และไม่แน่ว่า อาจพบอุปสรรคทุกข้อในคนคนเดียวได้เช่นกัน แต่ใช่หรือไม่ว่า ข้อจำกัดเหล่านั้นไม่ได้มีไว้ให้เรายอมจำนน

ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รศ.ดร.วีระชาติ ได้ทำโครงการเกี่ยวกับการศึกษาปฐมวัยในชนบทของประเทศไทย ภายใต้ชื่อ RIECE Thailand (Reducing Inequality through Early Childhood Education) ซึ่งโครงการนี้มีการสนับสนุนให้ศูนย์ดูแลเด็กในชนบททดลองใช้การเรียนการสอนแบบ High Scope ซึ่งมีหัวใจหลัก 3 กระบวนการ คือ การวางแผน (plan) การปฏิบัติ (do) และการทบทวน (review) 

สำหรับหลักการจัดการเรียนการสอนแบบ High Scope มีแนวคิดมาจากทฤษฎีของเพียเจท์ (Piaget’s Theory) ซึ่งให้ความสำคัญกับพัฒนาการทางสติปัญญา เน้นการลงมือทำ และเชื่อว่าเด็กสามารถเรียนรู้ได้ผ่านการกระทำของตนเอง

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลหนองตอกแป้น ตำบลหนองตอกแป้น อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็น 1 ใน 3 แห่งของศูนย์อบรมในโครงการ RIECE Thailand โดยใช้หลักสูตร High Scope มาได้ 5 ปีแล้ว แม้ไม่มีอุปกรณ์ราคาแพง แต่ที่นี่มีวิธีการสอนแบบ Active Learning ที่ช่วยให้เด็กๆ ได้ตัดสินใจ กำหนดเป้าหมาย และลงมือทำด้วยตนเอง ในแต่ละกิจกรรมพวกเขาจะได้เรียนรู้ผ่านการใช้มือสัมผัส ใช้ตาดู เรียนรู้ผ่านอุปกรณ์การเรียนที่เหมาะสมกับวัย กระทั่งรวงข้าวในผืนนา ก็เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้นอกห้องเรียนของเด็กๆ ได้

ทรงเกียรติ ล้านพลแสน นายก อบต.หนองตอกแป้น กล่าวว่า เพียง 3 เดือนหลังจากประยุกต์ใช้การเรียนการสอนแบบ High Scope ก็พบว่าเด็กในศูนย์ฯ มีพัฒนาการที่ดีขึ้น

“ในความเห็นของผม พัฒนาการที่ดีขึ้นมาจากสองปัจจัยใหญ่คือ หนึ่ง-ครูมีการพัฒนาตนเอง มีการตื่นตัว ปรับตัว หาความรู้ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา และสอง-เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการที่ดีขึ้นจากกิจกรรมของหลักสูตร เพราะก่อนที่จะมีการนำหลักสูตรนี้มาใช้ เดิมทีศูนย์เด็กเล็กเป็นโรงเรียนกินนอน ผู้ปกครองจะเพียงแค่นำเด็กมาฝากไว้ แล้วกลับมารับหลังจากพวกเขาเลิกงาน

“ผมคิดว่านอกจากการที่ประเทศไทยจะลงทุนในด้านต่างๆ แล้ว เราควรหันมาลงทุนกับเด็กให้มากขึ้น เนื่องจากการลงทุนในด้านวัสดุ ถนนหนทาง ผู้บริหารท้องถิ่นหลายท่านทำมาหมดแล้ว ผู้บริหารท้องถิ่นอาจจะลองมาจับงานนี้เพื่อให้ลูกหลานของเรามีฐานที่แน่น ผมยกตัวอย่างการเพาะเมล็ดพันธุ์ เมื่อโตขึ้นมาจะเหมือนกับต้นไม้ใหญ่ เหมือนกับเด็กเมื่อเติบโตขึ้นก็สามารถไปสร้างประโยชน์ ไปเป็นผู้นำต่อไป”

ผลลัพธ์นี้อธิบายได้ผ่านแผนภูมิ รศ.ดร.วีระชาติ ชี้ให้ดูกราฟสีน้ำเงินเทียบกับกราฟสีอื่น ซึ่งพบว่าเด็กที่เรียนด้วยหลักสูตร High Scope จะมีทักษะที่สูงกว่าทุกมิติ ทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (gross motor) และกล้ามเนื้อมัดเล็ก (fine motor) รวมถึงความสามารถในการเข้าใจภาษา ความสามารถในการแสดงออกทางภาษาและการเข้าสังคม

“สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ก็คือ การศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพสามารถช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสได้ ศูนย์ดูแลเด็กในชนบทก็สามารถช่วยได้จริง ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งสำคัญ หลายคนอาจคิดว่า ทำไม่ได้หรอก เพราะขาดทรัพยากร ขาดบุคลากร แต่สิ่งที่เราพบคือ มันทำได้ แน่นอนว่าก็คงไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเรายังจำเป็นต้องมีการจัดการที่ดีและต่อเนื่องมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ‘การจัดการ’ ที่ว่ายังอยู่ในเครื่องหมายคำถาม ไม่ว่าจะเป็นด้านวัสดุอุปกรณ์ ของเล่นที่ดี โภชนาการ การให้เวลาในครอบครัว การทำหน้าที่พ่อแม่ ซึ่ง รศ.ดร.วีระชาติ ออกตัวว่า ตนไม่แน่ใจนักว่าสิ่งใดสำคัญกว่า 

“เรายังต้องมีงานวิจัยอีกมากเพื่อบอกว่านโยบายแบบใดที่จะให้ผลอย่างคุ้มค่าที่สุด ทั้งสามารถยกระดับผลิตภาพ และลดความเหลื่อมล้ำไปพร้อมกัน”

speaker

related post