Read

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล: ความเสมอภาคทางการศึกษา บนความมั่นคงของชีวิต

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล: ความเสมอภาคทางการศึกษา บนความมั่นคงของชีวิต

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวในเวทีการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา: ปวงชนเพื่อการศึกษา เมื่อวันที่ 10-11 กรกฎาคม 2563 ตอกย้ำความเชื่อมั่นของ กสศ. ที่จะผลักดันให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาแก่เด็กไทย และไปให้ถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีเนื้อหาสำคัญ ดังนี้ 

กสศ. เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของไทย โดยมีแนวคิดมาจากองค์กรระดับโลก อาทิ Global Partnership for Education (GPE) และ Education Cannot Wait (ECW) ในฐานะที่เป็นเกณฑ์มาตรฐานและเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบแนวทางสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาในประเทศไทย

ในฐานะประธานกรรมการบริการ กสศ. ผมหวังว่าจะสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ของเด็กผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะในช่วงที่มีการแพร่ระบาดใหญ่ของไวรัส COVID-19 ซึ่งในปี 2020 เป็นปีที่มีความสำคัญในวาระครบรอบ 30 ปีของการประชุมระดับโลกว่าด้วยการศึกษาเพื่อปวงชน หรือ ‘ปฏิญญาจอมเทียน’ ที่จัดขึ้นเมื่อปี 1990 และเริ่มนับถอยหลังเข้าสู่ช่วง 10 ปีสุดท้ายของการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) ตามเป้าหมายที่ 4 คือ การจัดการศึกษาที่เท่าเทียม

ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ปฏิญญาจอมเทียนถือเป็นบรรทัดฐานการทำงานขององค์กรด้านการศึกษาทั้งระดับชาติและระดับโลก เพื่อสร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาสำหรับเด็กทุกคนทั่วโลก และเห็นถึงความก้าวหน้าในความพยายามจัดการศึกษาเพื่อคนทั้งมวล (Education for All: EFA)

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดสถานการณ์ COVID-19 ทำให้หลายภารกิจยังไม่สำเร็จลุล่วง อีกทั้งทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำรุนแรงมากยิ่งขึ้น ปี 2020 จึงนับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวนี้ เพื่อจะดำเนินตามคำมั่นสัญญาในการสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนทุกคนเข้าถึงการศึกษาให้ได้อย่างทั่วถึงภายในปี 2030 

จากประสบการณ์การทำงานในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาของ กสศ. ในการรับมือผลกระทบจากโรคระบาดและการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนไทย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเปราะบาง กสศ.ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ประกอบด้วย

ยุทธศาสตร์ที่ 1 – การให้ความช่วยเหลือที่รวดเร็ว

ในเดือนมีนาคม 2020 ก่อนที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในประเทศไทยจะถึงจุดสูงสุด และยังไม่มีการปิดการเรียนการสอน คณะกรรมการ กสศ. ได้มอบหมายให้ทีมผู้บริหารเร่งทำการสำรวจและศึกษาวิจัยผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเด็กและครอบครัว เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ข้างหน้าหากต้องมีการปิดโรงเรียน รวมถึงคิดหาแนวทางปฏิบัติภายในระยะเวลาที่เหมาะสม

จากการสำรวจที่ครอบคลุมทั้งครู ผู้บริหาร และผู้อำนวยการโรงเรียนมากกว่า 10,000 คน พบว่า ปัญหาเฉพาะหน้าที่รุนแรงยิ่งกว่าการหยุดเรียนคือ การเผชิญภาวะอดอยากหิวโหย โดยเฉพาะเด็กๆ ในครอบครัวยากจนพิเศษ กสศ. จึงวางแผนการทำงานอย่างเร่งด่วนในการอนุมัติเงินช่วยเหลือฉุกเฉินกว่า 500 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเด็กๆ ที่ขาดแคลนอาหารกว่า 700,000 คน ซึ่งเงินจำนวนนี้เพียงพอแค่ 30 วัน กสศ. จึงได้จัดการระดมเงินบริจาคและสิ่งของที่จำเป็นต่อการยังชีพ โดยระดมเงินได้มากกว่า 16 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถนำมาสมทบช่วยเหลือทั้งเด็กด้อยโอกาสและเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการเฉียบพลันอีกกว่า 30,000 คน

ยุทธศาสตร์ที่ 2 – การคุ้มครองทางสังคมและความเสมอภาคทางการศึกษา

จุดเริ่มต้นของการศึกษาที่ดีและมีประสิทธิภาพ เด็กๆ ควรมีสุขภาพที่ดีเพื่อให้เกิดความพร้อมก่อนการเรียนรู้ เด็กทุกคนควรได้รับประทานอาหารที่เพียงพอ ไม่ควรมีเด็กคนไหนที่ต้องอดอาหาร และต้องไม่มีความเสี่ยงในการเดินทางไปโรงเรียน ฉะนั้นการศึกษาที่เท่าเทียมจึงมีความหมายมากกว่าโอกาสในการเข้าถึงทางการศึกษาเท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมถึงความมั่นคงของชีวิต ทั้งอาหาร ความปลอดภัย ในครอบครัว ชุมชน และโรงเรียน ซึ่งเป็นรากฐานของความเสมอภาคทางการศึกษา โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของไวรัส COVID-19

ยุทธศาสตร์ที่ 3 – ความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ 

รูปแบบขององค์กรและเครือข่ายต่างๆ ต้องมีการปรับกระบวนการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ เพื่อมาช่วยกันจัดการความรู้และลดช่องว่างของปัญหาลงได้ เมื่อเด็กๆ ต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤติฉับพลันอย่าง COVID-19 เครือข่ายองค์กรต่างๆ จึงต้องตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว

ความเสมอภาคทางการศึกษาไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การเรียนรู้ในห้องเรียน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างหลักประกันทางสังคมให้กับเด็กๆ ในทุกด้าน สิ่งสำคัญที่สุดคือ โรงเรียนต้องมีความพร้อมและให้การสนับสนุนด้านการศึกษาที่ดีกับเด็ก ทุกที่ ทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่โรงเรียน โลกออนไลน์ รวมถึงพื้นที่สาธารณะ

ยุทธศาสตร์ที่ 4 – ความมีอิสระในภารกิจลดความเหลื่อมล้ำ

การดำเนินยุทธศาสตร์ข้างต้นจะสำเร็จได้จำเป็นต้องมีความเป็นอิสระในด้านต่างๆ ดังนี้

1) ข้อมูล: ข้อมูลเป็นพื้นฐานสำคัญในการจัดการวิกฤติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องด้วยข้อจำกัดของเวลาและระยะทาง การมีวิธีการใหม่ๆ ในการค้นหารวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเอาชนะวิกฤติได้ ยิ่งกว่านั้นคือการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ เพื่อจะออกแบบนโยบายที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันและนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงในทุกระดับ

2) ทรัพยากร: ต้องมีทรัพยากรเพียงพอ เพื่อที่จะขับเคลื่อนให้ทันต่อสถานการณ์และสภาพปัญหาที่แตกต่างกัน ต้องมีความสามารถในการระดมทรัพยากรที่เหมาะสมกับความต้องการและขนาดของปัญหา ทรัพยากรบางส่วนอาจไม่ต้องจำเป็นต้องระดมผ่าน กสศ. เพียงหน่วยงานเดียว แต่สามารถจัดวางยุทธศาสตร์การทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายพันธมิตร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการรับมือกับวิกฤติได้

3) การตัดสินใจ: การจัดการศึกษาที่มีความเสมอภาคต้องอยู่เหนืออำนาจทางการเมืองและระบบราชการ ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 และ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 ที่ร่างขึ้นโดยคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กำหนดให้บทบาทของ กสศ. ต้องมีความเป็นอิสระในการทำงานอย่างสร้างสรรค์ และอิสระในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาด้วยตนเองได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์โรคระบาดที่จำเป็นต้องอาศัยตัดสินใจอย่างเร่งด่วน ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนสังคม ภาคเอกชน และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรต่างๆ ที่จะเข้ามาร่วมมือกัน เพื่อช่วยให้เด็กและเยาวชนผ่านพ้นวิกฤติการณ์ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อมนุษยชาติในครั้งนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 5 – การศึกษาเพื่อปวงชน เป็นเรื่องของทุกคน 

ช่วง 2 ปีแรกในการดำเนินงาน กสศ. มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะเรียนรู้และแบ่งปันประสบการณ์กับภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างความเสมอภาคในการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน และเข้าใกล้เป้าหมาย SDG4 ภายในปี 2030 เพราะการศึกษาไม่ใช่เรื่องของโรงเรียนเพียงฝ่ายเดียว หากทุกคนในสังคมไม่ว่าจะเป็นภาคประชาสังคม เอกชน ครอบครัว ต้องร่วมมือกันเพื่อจะก้าวข้ามวิกฤติไปด้วยกัน

speaker

related post

อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล: ความเสมอภาค เสรีภาพ การศึกษา

อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ และศาสตราจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์และปรัชญา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นำเสนอบทอภิปรายพิเศษหัวข้อ ‘ความหมายของความเสมอภาคทางการศึกษาภายใต้การแพร่ระบาดของโควิด-19’ (Equitable Education: What does it mean in the Changing World amidst COVID-19 Pandemic)