Read

โอบกอดเยาวชนของเราด้วยรัฐสวัสดิการ บทเรียนจากออสโล

โอบกอดเยาวชนของเราด้วยรัฐสวัสดิการ บทเรียนจากออสโล

ระบบรัฐสวัสดิการที่แข้มแข็ง นอกจากจะเป็นตาข่ายที่รองรับคุณภาพชีวิตให้แก่คนในสังคมแล้ว ยังเปรียบเหมือนฟูกที่ช่วยดูดซับความความรุนแรงในทางหนึ่งอีกด้วย บทเรียนจากกระบวนการเอาผิดผู้ก่อเหตุกราดยิงในกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ชี้ให้เห็นความจริงข้อนี้ เมื่อผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับกระบวนการเติบโตของเยาวชนในประเทศ ด้วยการใคร่ครวญแทนการลงโทษทันที 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2011 ในค่ายเยาวชนของพรรคแรงงาน โดยผู้ก่อเหตุเป็นสมาชิกขบวนการฝ่ายขวาสุดโต่ง อายุ 32 ปี ชื่อ อังเดร์ส เบห์ริง ไบรวิค (Anders Behring Breivik) โดยเขาประกาศตัวว่าเป็นกลุ่มขวาจัด มีจุดยืนต่อต้านผู้อพยพ ศาสนาอิสลาม และพุ่งเป้าไปที่ค่ายเยาวชนของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีจุดยืนเรื่องความเสมอภาคในสังคม การก่อเหตุร้ายครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 68 คน และหากรวมกับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไม่นาน พบว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 70 คน 

ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อดีตนักวิจัยประจำศูนย์วิจัยสิทธิมนุษยชนศึกษา คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยออสโล ประเทศนอร์เวย์ เล่าถึงกรณีนี้ไว้ว่า รัฐสวัสดิการอาจไม่ใช่ยาวิเศษที่แก้ได้ทุกปัญหา แต่จากเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่ารัฐสวัสดิการเป็นยาเม็ดแรกของการแก้ปัญหาทุกเรื่อง โดยเขาพบว่าก่อนเกิดเหตุร้ายแรงนั้น สังคมนอร์เวย์มีความรู้ความเข้าใจกลุ่มฝ่ายขวาน้อยมาก ข้อสังเกตของเขามาจากหลายปัจจัย เช่น อิทธิพลของพรรคแรงงาน และขบวนการภาคประชาสังคมในการผลักดันรัฐสวัสดิการหลายทศวรรษ ซึ่งดูเสมือนว่านอร์เวย์เป็นประเทศแห่งอุดมคติที่ลดความโหดร้ายของระบบทุนนิยมและสร้างความเสมอภาคแบบสังคมนิยมลงได้พร้อมกัน แต่ความเข้าใจของสาธารณะต่อ ‘กลุ่มคนที่รังเกียจความเท่าเทียม’ ยังค่อนข้างน้อย

จากเหตุการณ์การกราดยิง ปี 2011 ษัษฐรัมย์พบว่า สังคมนอร์เวย์เริ่มมีการทำความเข้าใจฝ่ายขวาแบบใหม่ ว่าไม่ใช่พวกอนุรักษนิยมแบบคนแก่หลงยุคเพียงอย่างเดียว หากแต่มองว่าพวกเขากลายเป็นแนวร่วมที่เป็นคนรุ่นใหม่ บางครั้งดูฉลาดมาก ดูมีเสน่ห์ พูดเก่ง น่าเชื่อถือ และดึงดูดคนจำนวนมากให้คล้อยตามได้ ไม่เว้นแม้กระทั่ง ไบรวิค ก็ได้อิทธิพลจาก Blogger ฝ่ายขวาที่มีความสามารถในการปะติดปะต่อคำอธิบายทางวิชาการเข้ากับสถานการณ์จริง เพื่อปลุกกระแสการต่อต้านผู้อพยพ 

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ การที่กลุ่มเยาวชนทั้งฝ่ายซ้ายและขวาแสดงออกและมีปฏิสัมพันธ์กับพรรคการเมืองมากขึ้น เหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลมองในเชิงบวก เพราะทำให้เกิดพื้นที่ในการถกเถียงทางสาธารณะมากขึ้น 

ษัษฐรัมย์ชี้ว่า ในเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ไม่มีใครรับประกันได้ว่าเหตุร้ายจะไม่เกิดขึ้นอีก แต่กระบวนการทำความเข้าใจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นการยืนยันถึงความพยายามในการลดความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุจากปัจจัยซ้ำอีก รวมถึงการไม่ลงโทษผู้ก่อเหตุอย่างบ้าคลั่ง แต่หันมาทำความเข้าใจเงื่อนไขที่เกิดขึ้น ก่อนจะปรับปรุงหลักสูตร สภาพแวดล้อม และการสื่อสารสาธารณะที่รอบด้านมากขึ้น

โดยนักวิชาการและนักสังเกตการณ์พบว่า มีข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุ เช่น การระบุถึงความล้มเหลวของระบบสวัสดิการการเลี้ยงดูเด็กและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการที่ปล่อยให้แม่ที่อารมณ์ฉุนเฉียวเลี้ยงลูกตามลำพัง ทั้งๆ ที่มีรายงานว่า ไบรวิคมีปัญหาด้านอารมณ์ตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก การโดนคุมตัวจากคดีการพ่นสีผนัง ซึ่งทำให้เขารู้สึกผิดและเลิกติดต่อกับพ่อที่หย่ากับแม่ตั้งแต่เขาจำความได้ เขาสูญเสียช่องทางติดต่อกับคนสำคัญในชีวิตตั้งแต่อายุ 16 ปี และหมกมุ่นกับตัวเอง จนนำไปสู่การเพาะกาย และหลงใหลในชาติพันธุ์ของตนเอง และศัลยกรรมพลาสติก ฯลฯ การวิเคราะห์หลายปัจจัยนำไปสู่การทบทวนความเป็นไปของสังคมเพื่อที่จะเดินหน้าต่อไป 

สัญญาณที่ดีอย่างหนึ่งนั้นเกิดขึ้นจากปากคำอัยการของเมืองซึ่งกล่าวว่า 

“มันเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ สำหรับคนนอร์เวย์ หรือออสโล เพราะเมื่อคุณพูดถึงคนที่โหดเหี้ยมคนนั้น เราอยู่ในสังคมเดียวกัน เรียนโรงเรียนเดียวกัน ไปโรงพยาบาลเดียวกัน ลูกเล่นที่สนามเด็กเล่นด้วยกัน อย่างที่คุณทราบ ประเทศเราเป็นรัฐสวัสดิการ คนมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในระบบการบริการของรัฐแบบเดียวกัน นักวิชาการด้านอาชญวิทยาชาวนอร์เวย์อธิบายให้ผมฟังว่า มันจึงเป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องกลับมาคิดว่า ระบบสังคมแบบไหน ความผิดปกติตรงไหนที่เกิดขึ้นในระบบนี้ เพราะเราก็มีประสบการณ์แบบนี้เหมือนกัน ถ้าเขาเป็นปีศาจร้าย ก็แสดงว่าเรามีปีศาจในตัวด้วยเช่นกัน”

อ้างอิง:

editor

related post