Read

สมใจ สุวรรณศุภพนา: แก้โจทย์การศึกษาด้วยการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

สมใจ สุวรรณศุภพนา: แก้โจทย์การศึกษาด้วยการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา Equitable Education Conference 2020 ‘All for Education’ ภายในวงเสวนาได้รวม 60 นักคิด นักปฏิรูป และนักการศึกษาที่มีอิทธิพลต่อโลกตลอดครึ่งศตวรรษ มาร่วมหาคำตอบในประเด็นความเสมอภาคทางการศึกษาบนความท้าทายใหม่ของโลกหลัง COVID-19

สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต หนึ่งในผู้นำท้องถิ่นที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ผ่านนโยบายที่เรียกว่า ‘พิมพ์เขียวการศึกษา’ (blue print) ที่มีหัวใจหลักในการทำงานคือ ‘กระจายอำนาจ เพื่อรู้จักคน รู้จักพื้นที่ รู้จักปัญหา’

สมใจ สุวรรณศุภพนา

อย่างที่ทราบกันดีว่า ภูเก็ตขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความสวยงามสมบูรณ์ในเชิงธรรมชาติและทางวัฒนธรรม ทว่านอกจากความงดงามของบ้านเมืองแล้ว ภูเก็ตยังถูกขนานนามว่าเป็น ‘นครแห่งการเรียนรู้’ อีกด้วย

การทำพิมพ์เขียวทางการศึกษานั้นจะต้องอาศัยกระบวนการจัดทำแบบแผนการเรียนรู้ขึ้นใหม่อย่างเฉพาะตัว มีการทบทวน ติดตาม และบันทึกข้อมูลด้านการศึกษาในพื้นที่อย่างละเอียด ทำให้นักเรียนภายใต้สังกัดเทศบาลนครภูเก็ตที่มีจำนวนกว่า 9,800 คน ได้รับการดูแลและการสนับสนุนอย่างเหมาะสมทั่วถึง

“วันนี้เทศบาลนครบาลภูเก็ตเน้นการทำงานแบบกระจายอำนาจ เริ่มจากการทำแผนการศึกษา ซึ่งสามารถจัดทำได้ในทุกระดับชั้น ทั้งในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพราะสิ่งนี้จะทำให้เราสามารถแก้ปัญหาได้ตรงตามความต้องการของคนในพื้นที่ โดยเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการ”

นายกฯ สมใจ มองว่าการกระจายอำนาจคือสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างความเสมอภาค เพราะเชื่อว่านี่คือขั้นตอนที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด 

“เราให้ความสำคัญกับข้อมูลและผลการเรียนของเด็กทุกระดับชั้น ให้ความใส่ใจกับการประเมิน นอกจากนั้นยังคำนึงถึงภาคประชาชนเสมอ ไม่ว่าจะผู้ประกอบการ ตัวแทนผู้ปกครอง สภาเด็กและเยาวชน ชุมชน ตัวแทนของคนในท้องถิ่น นักธุรกิจ บุคลากรทางการศึกษา รวมถึงผู้นำทางศาสนา”

เพราะหนทางการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ยั่งยืน จำเป็นต้องเกิดจากการทำงานเชิงบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และกระจกที่สะท้อนภาพความต้องการของคนในพื้นที่ที่ดีที่สุดคือ การรับฟังเสียงของตัวแทนทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่การออกแบบที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ร่วมกับจังหวัดและประเทศ

“ข้อมูลหลังจากการระดมความคิดเห็นจากกลุ่มต่างๆ จะนำไปสู่การจัดทำพิมพ์เขียวทางการศึกษา (blue print) ที่มีเป้าหมายหลักคือ การเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา รวมถึงประสิทธิภาพของการจัดการศึกษาให้เทียบเท่าสากล”

พิมพ์เขียวทางการศึกษา เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาภูเก็ต เมืองแห่งการเรียนรู้​ ช่วยกำหนดเป้าหมายด้านการศึกษาในมิติต่างๆ เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ-ปริมาณของนักเรียนทั้งคะแนนสอบ เกรดเฉลี่ยต่อเทอม คุณลักษณะของเด็ก รวมถึงข้อมูลจากภาคเอกชน เช่น ความต้องการของผู้ประกอบการ เพื่อสำรวจตลาดแรงงานและการันตีได้ว่าเมื่อจบการศึกษาแล้ว เด็กจะมีงานทำ ข้อมูลทั้งหมดทั้งมวลจะช่วยทำให้ครูเข้าใจในตัวเด็กมากขึ้น และเป็นจุดตั้งต้นในการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนทุกด้าน เช่น คุณภาพในการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา การพัฒนาอย่างตรงจุดตามความถนัดของผู้เรียน 

“นี่คือข้อสะท้อนว่าเทศบาลภูเก็ตให้ความสำคัญกับการประเมินและติดตามเด็กทุกคนอย่างใส่ใจ วิธีนี้สามารถดูแลเด็กได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ครอบคลุมที่สุด พิมพ์เขียวทางการศึกษาทำให้ท้องถิ่นมีบทบาทในแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะเราไม่ได้ทำงานแค่เฉพาะสำนักการศึกษา แต่เราทำงานร่วมกับทุกกลุ่มเพื่อเข้าถึงครอบครัว เราเก็บข้อมูลความเป็นอยู่ หน้าที่การงาน อาชีพของผู้ปกครอง ฐานะทางเศรษฐกิจ ข้อมูลด้านสุขภาวะ หากพบปัญหาจะได้เร่งทำการช่วยเหลือ” นายกฯ สมใจ กล่าว

ที่ผ่านมาพิมพ์เขียวทางการศึกษาจะช่วยติดตามและบันทึกข้อมูลพื้นฐานทุกมิติของเด็ก ไม่ว่าจะการขาด ลา มาสาย ความถนัดเฉพาะตัว การคิด อ่าน เขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และข้อมูลโภชนาการที่จะช่วยพัฒนานโยบายด้านสุขภาพของเด็ก 

จากข้อมูลในปี 2561 พบเด็กนักเรียนในสังกัดเทศบาลนครภูเก็ตหลุดออกนอกระบบเป็นจำนวน 96 คน แต่ภายหลังใช้พิมพ์เขียวทางการศึกษา สามารถป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เช่นเดียวกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในปีเดียวกัน พบว่า เด็กประถมและมัธยมที่มีคะแนน GPA ต่ำว่าเกณฑ์มากถึง 5.6 เปอร์เซ็นต์ และ 13.2 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ แต่หลังจากใช้พิมพ์เขียวทางการศึกษาเพื่อติดตามและพัฒนาศักยภาพผู้เรียน ทำให้เด็กประถมและมัธยมที่มี GPA ต่ำกว่าเกณฑ์เหลือเพียง 1.8 เปอร์เซ็นต์ และ 6.05 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ

นอกจากนั้นพิมพ์เขียวทางการศึกษายังช่วยติดตามเด็กที่หลุดออกนอกระบบและเพิ่มโอกาสในการนำเด็กกลับเข้ามาสู่ระบบหรือเลือกวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตัวผู้เรียนได้ เช่น การส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย หรือการพัฒนาทักษะอาชีพตามศักยภาพ

“อย่างที่กล่าวไปว่า เทศบาลนครภูเก็ตไม่ได้ทำงานกับหน่วยงานภายในเพียงอย่างเดียว ยังทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอกด้วย เช่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มูลนิธิต่างๆ และหน่วยงานอื่นๆ ที่มีบทบาทเกี่ยวกับการบริหารจัดการงบประมาณและทรัพยากร ซึ่งข้อมูลจากพิมพ์เขียวทางการศึกษาจะช่วยสะท้อนสถานการณ์และความต้องการที่แท้จริงให้เครือข่ายทางการศึกษานำไปพัฒนานโยบายต่างๆ ได้อย่างตรงจุด”  

นายกเทศมนตรีนครภูเก็ตกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า การกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นพลังสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะเทศบาลเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด ดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย และมีหน้าที่สนับสนุนให้ประชากรในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าในด้านการศึกษา สุขภาพอนามัย หรือสิ่งแวดล้อม 

speaker

related post