Read

ยกเลิกสอบ บรรเทาความเหลื่อมล้ำ: กรณีศึกษาจากนอร์เวย์และเดนมาร์ก

ยกเลิกสอบ บรรเทาความเหลื่อมล้ำ: กรณีศึกษาจากนอร์เวย์และเดนมาร์ก

เมื่อโรงเรียนทั่วโลกถูกสั่งปิดเพื่อควบคุมการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ผลเสียที่จะตามมาจากการที่เด็กถูกปิดกั้นการเรียนรู้นานเกินไป เป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนออกมาแสดงความห่วงใย และเรียกร้องให้มีการหาวิธีบรรเทาผลกระทบในระยะยาวที่อาจเกิดขึ้น 

นโยบายหนึ่งของประเทศนอร์เวย์และประเทศเดนมาร์ก คือการยกเลิกการสอบปลายภาคของนักเรียนในบางระดับชั้น และเปลี่ยนวิธีการวัดผลการเรียนเป็นวิธีอื่นแทน เหตุผลหลักของรัฐบาลคือ เมื่อนักเรียนไม่อาจเดินทางไปโรงเรียนได้ตามปกติ ภูมิหลังทางสังคมที่แตกต่างกันจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กแต่ละคนเข้าถึงการศึกษาได้อย่างไม่เท่าเทียมกันยิ่งกว่าเดิม

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของนอร์เวย์ ประกาศยกเลิกการสอบข้อเขียนและการสอบปากเปล่าสำหรับนักเรียนมัธยมต้นและปลายเกือบทุกระดับชั้นต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 2 โดยระบุว่า วิธีวัดผลการเรียนในช่วงเวลาที่เกิดโรคระบาดนั้นจำเป็นต้องถูกเปลี่ยน เพราะ “เนื้อหาการเรียนการสอนที่นักเรียนได้รับในช่วงปีนี้แตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญในบางกรณี” ดังนั้น การสอบข้อเขียนจึง “ไม่อาจถูกนับว่าเป็นวิธีที่เหมาะสมที่จะใช้ทดสอบสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้อีกต่อไป”

อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงยืนยันว่า รัฐบาลจะหาวิธีประเมินผลการเรียนในแบบอื่นๆ ที่เป็นธรรมมากที่สุด เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้รับใบประเมินผลการเรียนพร้อมเกรดได้ตามปกติ ทั้งนี้ โรงเรียนนอร์เวย์ใช้คะแนนสอบเป็นสัดส่วนของการตัดเกรดที่ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ส่วนกระทรวงศึกษาธิการของเดนมาร์ก ยกเลิกการสอบของนักเรียนเกรด 9 และ 10 (เทียบเท่าระดับชั้นปีก่อนขึ้นมัธยมปลาย) ในช่วงปีการศึกษาที่แล้วหลังโรงเรียนถูกสั่งปิดไปราว 2 เดือน เนื่องจากทางกระทรวงมองว่า การเรียนอยู่ที่บ้านเป็นระยะเวลานาน ทำให้โอกาสในการเตรียมตัวสอบของนักเรียนด้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

แถลงการณ์ของกระทรวงระบุต่อไปว่า โรงเรียนแต่ละแห่งมีวิธีการรับมือกับการถูกสั่งปิดและจัดแผนการเรียนการสอนแตกต่างกันออกไป และ “เด็กๆ จากกลุ่มทางสังคมที่แตกต่างกัน จึงได้รับประโยชน์จากการศึกษาอย่างไม่เท่าเทียมกัน…

“สถานการณ์นี้มีความเสี่ยงเป็นพิเศษสำหรับเด็กที่มาจากครอบครัวที่ด้อยโอกาสทางสังคม เด็กที่พูดสองภาษา และเด็กที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ว่าเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอในช่วงเวลาที่ผ่านมา และได้รับประโยชน์จากการศึกษาน้อยกว่าเด็กกลุ่มอื่นๆ จึงน่าเป็นห่วงว่า ผลการเรียนของพวกเขาจะถูกวัดออกมาในระดับต่ำอย่างไม่เป็นธรรมจากการสอบปลายภาค ดังนั้น การสอบจึงถูกยกเลิก เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมของนักเรียนตามข้อกำหนดทางกฎหมาย”

นักเรียนในระดับชั้นที่ถูกยกเลิกการสอบ จะได้รับการตัดเกรดจากผลสอบครั้งสุดท้ายที่จัดขึ้นในปีการศึกษาดังกล่าว ร่วมกับการประเมินผลในรูปแบบอื่นๆ

 

‘คะแนนสอบ’ ซ้ำเติมความไม่เท่าเทียม?

แม้จะเป็นเรื่องน่ายินดีที่ประเทศที่มีความเท่าเทียมสูงอย่างนอร์เวย์และเดนมาร์ก จะเล็งเห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้ที่อาจเกิดขึ้นกับนักเรียนที่ด้อยโอกาสในประเทศของตน แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงอยู่ว่า การเลิกวัดผลการเรียนด้วยคะแนนสอบตามแบบปกติ และเปลี่ยนวิธีเป็นรูปแบบอื่นตามดุลพินิจของครูแต่ละคน จะเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเรียนในช่วงโรคระบาดจริงหรือไม่

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เดนมาร์กประกาศนโยบาย ‘ลด’ จำนวนการสอบลง แทนการยกเลิกแบบปีที่แล้ว โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้เหตุผลว่า พวกเขาจำเป็นต้อง ‘สร้างสมดุล’ ให้นักเรียนสามารถจบการศึกษาได้อย่างเหมาะสม และมองว่า “เยาวชนจำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนทักษะในการสอบ”

ขณะเดียวกัน แม้นอร์เวย์ตัดสินใจยึดนโยบายยกเลิกการสอบตามแนวทางเดิมของปีการศึกษาที่แล้ว รายงานข่าวท้องถิ่นก็ระบุว่า ก่อนหน้านั้นพรรครัฐบาลยังมีความลังเลที่จะประกาศยกเลิกการสอบเช่นเดิม เนื่องจากมองว่านักเรียนยังจำเป็นต้องได้รับการวัดผลการเรียนจากส่วนกลางที่เป็นอิสระ ไม่ขึ้นอยู่แต่กับครูเพียงอย่างเดียวด้วย

อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากหลายแหล่งชี้ให้เห็นว่า ภูมิหลังทางสังคมนั้นเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อผลการเรียนมาตั้งแต่ก่อนการเกิดโรคระบาด

ในรายงานวิจัยผลสอบ PISA หรือโครงการประเมินสมรรถนะนักเรียนระดับนานาชาติ ประจำปี 2561 ของสหภาพยุโรปพบว่า ภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมมีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนในประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ นักเรียนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะทางสังคมดี มีแนวโน้มจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่สูงกว่านักเรียนจากครอบครัวที่ด้อยโอกาส โดยเฉพาะนักเรียนที่มาจากครอบครัวผู้อพยพ

สำหรับนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ำ แน่นอนว่ามีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะถูกลดทอนโอกาสทางการศึกษา หรือกระทั่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุดอาจถูกบีบให้หลุดออกจากระบบ รายงานผลการวิจัยนี้ระบุว่า สหภาพยุโรปอาจต้องเผชิญกับปัญหาเรื้อรังของการส่งต่อความยากจนจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป หากเด็กๆ ยังคงถูกปิดกั้นโอกาสทางการศึกษาเนื่องจากภูมิหลังทางสังคมและเศรษฐกิจเช่นนี้

และไม่ต้องสงสัยเลยว่า โรคระบาดใหญ่ครั้งนี้จะยิ่งมีแนวโน้มซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่แล้วให้เลวร้ายลงไปอีก

รายงานโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควิเบก เมื่อปี 2020 ระบุว่า การปิดโรงเรียนในช่วงโรคระบาดอาจทำให้ช่องว่างของคะแนนสอบระหว่างนักเรียนจากครอบครัวที่ร่ำรวยและยากจนในประเทศแคนาดาเพิ่มขึ้นมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ผลวิจัยนี้ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสมมุติฐาน ซึ่งคาดการณ์ออกมาว่า การปิดโรงเรียน 3.2 เดือน อาจทำให้คะแนนทดสอบทักษะการอ่านของนักเรียนจากครอบครัวยากจนถดถอยลงเทียบเท่ากับการเรียน 2 เดือน ในขณะที่เด็กจากครอบครัวร่ำรวยอาจมีคะแนนเพิ่มขึ้นเทียบเท่าการเรียนตามปกติของเวลา 3.2 เดือนที่ปิดโรงเรียนไป

ผู้วิจัยชี้แนะว่า เห็นได้ชัดว่าความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้นจากโรคระบาดเป็นประเด็นที่ควรได้รับการจัดการอย่างเร่งด่วน เช่นเดียวกับความไม่เท่าเทียมที่เกิดจากการวัดระดับผลการศึกษา 

“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาเรื้อรังที่เราควรจะต้องหาทางรับมือต่อไปหลังจากโรคระบาดหยุดลง เพื่อที่จะบรรเทาช่องว่างของผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่อาจถ่างกว้างขึ้นจากภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในระหว่างการเกิดโรคระบาด และในช่วงเวลาหลังจากนั้นด้วย”

 

อ้างอิง:

editor

related post