Read

มีชัย วีระไวทยะ “เราประเมินศักยภาพโรงเรียนต่ำไป โรงเรียนทำอะไรได้มากกว่าที่คิด”

มีชัย วีระไวทยะ “เราประเมินศักยภาพโรงเรียนต่ำไป โรงเรียนทำอะไรได้มากกว่าที่คิด”

“ที่ผ่านมา เราประเมินศักยภาพของโรงเรียนต่ำเกินไป จริงๆ แล้ว  โรงเรียนมีที่ดิน ที่อาคาร มีน้ำ มีครู มีนักเรียน มีผู้ปกครอง และมีสมาชิกในชุมชน หมายความว่า โรงเรียนมีศักยภาพที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่เราคิด” 

‘โรงเรียน’ ในความหมายของ นายมีชัย วีระไวทยะ  เป็นได้มากกว่าสถานที่ร่ำเรียนของเด็กๆ แต่โรงเรียน คือหัวใจสำคัญการในพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนและชุมชนโดยรอบ 

โรงเรียนและชุมชนต้องไม่แยกขาดออกจากกัน และโรงเรียน คือสถานที่ฝึกฝนทักษะสร้างโอกาสในการสร้างอาชีพ รายได้ และความมั่นคงในชีวิตที่ยั่งยืนอย่างมีคุณภาพ

อาจดูเป็นความฝันที่ใหญ่ หากชำเลืองมองเงื่อนไขและข้อจำกัดมากมายที่การศึกษาไทยยังไม่อาจทลายได้  แต่มีชัยมองว่า ศักภาพแท้จริงของโรงเรียนนั้นสามารถสร้างสิ่งที่เขาว่ามาได้ โดยเรื่องเล่าต่อไปนี้ คือตัวอย่างการออกแบบและบริหารจัดการ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ สถานที่ที่เชื่อว่า ‘โรงเรียน’ เป็นได้มากกว่า โรง-เรียน

‘รัฐบาลนักเรียน’ โอนอำนาจการเรียนรู้สู่มือเด็ก

ก่อนที่จะพูดถึงความเชื่อมโยงการเรียนรู้ระหว่างโรงเรียนและชุมชน มีชัยเริ่มต้นโดยการเล่าถึงการจัดการภายในโรงเรียนมีชัย ที่แบ่งการเรียนรู้ออกเป็น 3 ส่วนคือ 

  1. ทักษะทางวิชาการ 
  2. ทักษะการประกอบอาชีพ 
  3. ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต

“นักเรียนที่นี่ จะต้องช่วยกันบริหารโรงเรียนในนาม ‘รัฐบาลนักเรียน’ พวกเขาจะมีการจัดประชุม และบันทึกการประชุมไว้ทุกครั้ง รวมทั้งมีส่วนร่วมในการจัดการและตัดสินใจในทุกๆ เรื่อง ทั้งซื้ออาหาร วัตถุดิบ จัดหาอุปกรณ์การเรียน โดยที่พวกเขาจะบันทึกการใช้จ่ายไว้ทุกครั้ง”

ค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักเรียนที่นี่ตกราวๆ คนละ 100,000 บาทต่อหนึ่งปีการศึกษา แต่จะไม่ได้เก็บค่าเล่าเรียนเป็นเงิน โรงเรียนแห่งนี้ใช้การปลูกต้นไม้ 400 ต้น และทำงานบริหารชุมชน 400 ชั่วโมงในการจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษา

“เราจะไม่ให้การศึกษาคุณฟรีๆ เพราะคุณไม่ใช่ขอทาน แต่เราให้การศึกษาคุณ คุณก็ต้องให้อะไรกับผู้อื่นเช่นกัน นี่เป็นหนึ่งในวิธีที่เราเลือกใช้” 

ไม่ใช่แค่การบริหารจัดการด้านวัตถุ มีชัยเล่าว่า ‘รัฐบาลนักเรียน’ จะมีส่วนในการคัดเลือกนักเรียนและบุคลากรครูที่อยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่แห่งนี้ 

“หากใครก็ตามต้องการเข้ามาเป็นนักเรียนของที่นี่ จะต้องผ่านการสัมภาษณ์​ การคัดเลือก และดำเนินการโดยนักเรียน ไม่ใช่คุณครู” 

“กระทั่งคุณครูที่อยากเข้ามามาสอนที่นี่ก็เช่นกัน พวกเขาจะต้องได้รับการสัมภาษณ์จากนักเรียน โดยคุณครูจะได้รับการประเมิน และอนุมัติโดยนักเรียนของเรา หลังการสัมภาษณ์​ คุณครูจะต้องสอนให้นักเรียนดูด้วย ซึ่งหากทำได้ไม่ดี นักเรียนก็จะไม่ให้ผ่าน” 

นักเรียนเป็นผู้บริหารโรงเรียน โดยมีคุณครูและผู้อำนวยการเป็นผู้คอยสนับสนุน เหล่านี้มีชัยมองว่า คือการสร้างทักษะชีวิตให้กับนักเรียนทั้งสิ้น เพราะนั่นหมายถึงการที่เด็กๆ จะต้องแลกเปลี่ยน ถกเถียง แก้ไขปัญหา และการทำงานร่วมกัน  ตลอดจนการจัดสรรเเละตรวจสอบงบประมาณที่ใช้ในการบริหารจัดการภายในโรงเรียนด้วย

นี่จึงเป็นศักยภาพที่แท้จริงของโรงเรียนในความหมายของมีชัย

โรงเรียนที่ไม่แยกขาดจากชุมชน 

“อีกสิ่งที่สำคัญมากสำหรับโรงเรียนตามชนบทคือการทำเกษตรกรรม เราต้องการให้นักเรียนมีทักษะด้านการเกษตร เพื่อที่เขาจะมีโอกาสสร้างรายได้ที่ดีในอนาคต” 

วิชาเกษตรของที่นี่ ไม่ใช่การออกไปซื้อเมล็ดพันธุ์ สร้างแปลกผัก รดน้ำ และเก็บเกี่ยว แต่เป็นการทำเกษตรบนวิธีคิดที่ว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการที่ต้องนั่งวีลเเชร์ ผู้พิการทางสายตา  หรือเป็นคุณแม่ที่มีลูกเล็ก ทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมนี้ได้

“เรามีพื้นที่การเกษตรที่ถูกยกแปลงให้สูงขึ้นเพื่อสะดวกแกผู้ที่นั่งวีลแชร์ในการดูแลแปลงพืชผัก เรามีนักเรียนตาบอดที่สามารถมีส่วนร่วมกับการปลูกผักได้ โรงเรียนต้องการช่วยเหลือทุกคน ผ่านวิธีคิดที่ว่า  โรงเรียนขนาดใหญ่ให้ความช่วยเหลือโรงเรียนขนาดกลาง โรงเรียนขนาดกลางให้ความช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็ก หากคุณมีสินทรัพย์ คุณต้องแบ่งปัน  ขณะเดียวกัน คุณก็ต้องเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นด้วย (Empathy)

“พืชที่เรานำมาใช้ทำการเกษตร เช่น Hydroponics หรือการปลูกพืชไร้ดิน โดยเราจะให้นักเรียนมัธยมชั้น ม.1 – ม.6 ซึ่งเป็นนักเรียนประจำเป็นผู้รับผิดชอบหลัก หรือพืชเช่นถั่วงอก ที่ภายใน 4 วัน ผลิตผลจะสามารถทำกำไรให้คุณได้ถึง 250% เป็นอีกวิธีที่เราสามารถสร้างรายได้ในระยะสั้นได้” 

เริ่มต้นที่วิชาเกษตร ปลายทางคือการผลิตผลที่สามารถสร้างรายได้ให้กับนักเรียนและคนในชุมชน โดยมีโรงเรียนเป็นพื้นที่องค์ความรู้และศูนย์กลางปฏิบัติการ 

“โรงเรียนแห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงช่วยเหลือตนเองได้เท่านั้น แต่ยังช่วยเหลือชุมชนและโรงเรียนอื่นๆ ได้ด้วย โดยเด็กๆ ได้ช่วยให้ชุมชนเป็นจุดศูนย์กลางในการสร้างรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนโดยรอบได้ด้วย”

การศึกษาที่ไม่ผลักให้เด็กต้องโยกย้าย

แม้มีทักษะอาชีพ คำถามคือ แล้วพวกเขาจะหาเงินทุนมาจากไหนหากต้องการเป็นผู้ประกอบการ มีชัยเล่าว่า ที่แห่งนี้มี ‘กองทุนเพื่อการกู้ยืม’ สำหรับใครก็ตามที่ต้องการทำธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ ใครก็ตามในที่นี้ไม่ใช่เพียงนักเรียน แต่หมายถึงสมาชิกในชุมชนด้วย 

“นักเรียนที่นี่จะมีสมุดบัญชีเงินฝาก พวกเขาต้องออมเงิน และมีกองทุนเพื่อการกู้ยืม เพื่อที่พวกเขาจะสามารถกู้เงินเพื่อเอาไปสร้างธุรกิจของตัวเองได้ เราให้นักเรียนสามารถกู้ยืมเงินได้ตั้งแต่ชั้นประถม เมื่อถึงวันที่พวกเขาจบจากโรงเรียน พวกเขาบางส่วนอาจสามารถต่อยอดธุรกิจอยู่ที่บ้านเกิดได้ ไม่ต้องย้านถิ่นฐานไปไกล” 

“เรามีโครงการปลูกต้นไม้ให้กับชาวบ้านเพื่อเเลกเป็นเงินออมในอนาคต นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งชุมชนผู้สูงอายุ โดยมีเด็กนักเรียนเข้าไปมีส่วนร่วมดูแลผู้สูงอายุในชุมชนด้วย  ซึ่งจากหลากหลายกิจกรรมที่โรงเรียนได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลาหลายปี ทำให้โรงเรียนเราได้กลายเป็นโรงเรียนต้นเเบบที่ขยายความร่วมมือไปกับหลากหลายภาคส่วนทั้งเอกชนเเละรัฐบาล”

โรงเรียนในความคุ้นเคยของเราๆ มักถูกให้ความหมายเป็นเพียงสถานที่สอนหนังสือสำหรับนักเรียน แต่สำหรับมีชัย โรงเรียนไม่ควรถูกประเมินค่าเช่นนั้น แต่โรงเรียนเป็นเฟืองสำคัญในการเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจภายในชุมชน ผ่านการร่วมมือกันของทุกๆ หน่วยที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคการศึกษา รัฐ เอกชน ประชาสังคม ชุมชน และนักเรียน 

“ชุมชนที่เราเข้าไปทำงานนั้นจะมีบทบาทที่สำคัญมาก เพราะทุกสิ่งที่เราทำ จะถูกออกแบบบนข้อมูลจากคนในชุมชน วางแผนโดยชุมชน เช่นว่า 3-5  ปีข้างหน้า พวกเขาอยากให้เห็นอะไรเกิดขึ้นในชุมชนของตนเอง แล้วชาวบ้านจะช่วยกันถ่ายทอดออกมา ทำงานร่วมกัน 

“เราเชื่อว่า โรงเรียนสามารถทำทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ เราเชื่อว่าโรงเรียนเป็นได้มากกว่าโรงเรียนครับ โรงเรียนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเป็นตัวแทนของการสร้างการเปลี่ยนแปลง ที่จะนำมาซึ่งความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนได้” มีชัยทิ้งท้าย 

speaker

related post