Read

เมื่ออิตาลีล็อคดาวน์ แต่เด็ก 3 ล้านคนยังเข้าไม่ถึงการเรียนออนไลน์

เมื่ออิตาลีล็อคดาวน์ แต่เด็ก 3 ล้านคนยังเข้าไม่ถึงการเรียนออนไลน์

ข้อมูล ณ ปลายเดือนมิถุนายน 2021 ประเทศอิตาลี ยังคงเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีประชากรผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากที่สุดของโลก ทั้งยังเป็นประเทศแรกของยุโรปที่มีการล็อคดาวน์อย่างจริงจังและยาวนานกว่าประเทศอื่นๆ ทั่วยุโรปอีกด้วย

แม้ว่าอิตาลีจะคลายล็อคดาวน์ไปเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2021 จากการระบาดระลอกที่ 3 แต่การล็อคดาวน์ก่อนหน้านี้ในช่วง 10 มีนาคม ถึง 3 พฤษภาคม 2020 ในระลอกแรก ส่งผลให้เด็กอิตาลีต้องขาดเรียนไปกว่า 2 เดือน และต้องหยุดต่อในเดือนกันยายน 2020 เนื่องจากคาบเกี่ยวช่วงปิดเทอม 

จากการสำรวจเรื่อง การเรียนรู้ระยะไกล (learning at a distance) ขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (Unicef) พบว่า การขาดเรียนเป็นระยะเวลานานของเด็กอิตาลี ทำให้เด็กขาดเรียนไปทั้งหมด 65 วัน ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับเด็กในประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก ที่เด็กขาดเรียนโดยเฉลี่ยเพียง 27 วันเท่านั้น

ผลพวงจากการล็อคดาวน์ประกอบกับระยะเวลาปิดเทอม ทำให้เด็กอิตาลีต้องประสบปัญหาขาดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเด็กหลายคนยังขาดแคลนอุปกรณ์ดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนอีกด้วย

เด็ก 1 ใน 3 ไม่มีอุปกรณ์ดิจิทัลและอินเทอร์เน็ต

เมื่อเกิดโรคระบาด เด็กทุกคนไม่สามารถไปโรงเรียนได้ ดังนั้นการเรียนการสอนจึงอยู่ในรูปแบบของการเรียนทางไกล หรือเรียกง่ายๆ ว่าเรียนออนไลน์ 

จากการประเมินของสถาบันสถิติแห่งชาติของอิตาลี (The Italian National Institute of Statistic: ISTAT) พบว่า เด็กอิตาลีประมาณ 3 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของเด็กทั้งหมด ไม่สามารถเข้าถึงการเรียนรู้แบบออนไลน์ได้ เนื่องจากขาดอุปกรณ์การเรียนที่สำคัญอย่างคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และอินเทอร์เน็ต 

แม้กระทรวงการศึกษาของอิตาลีได้จัดสรรงบประมาณถึง 85 ล้านยูโร เพื่อสนับสนุนการเรียนแบบออนไลน์ โดย 70 ล้านยูโร จ่ายให้เด็กที่มีฐานะยากจนด้วยการซื้ออุปกรณ์ดิจิทัลและติดตั้งอินเทอร์เน็ต และ 10 ล้านยูโร ช่วยเหลือโรงเรียนในการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนการสอนออนไลน์ และอีก 5 ล้านยูโร เพื่อฝึกครูให้เรียนรู้การใช้แพลตฟอร์มนั้นๆ

แต่การช่วยเหลือในครั้งนี้มี 46 เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนที่ได้รับการช่วยเหลือจากการซื้ออุปกรณ์ดิจิทัล และมีเพียง 1 ใน 4 ของครัวเรือนทั้งหมดที่ได้รับการติดตั้งอินเทอร์เน็ต

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่ายังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ตกหล่นจากการช่วยเหลือในครั้งนี้ 

จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง 1,028 ครัวเรือน ในงานวิจัยของ Unicef พบว่า 27 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่าง ไม่มีอุปกรณ์ดิจิทัลสำหรับการเรียนออนไลน์ที่เพียงพอต่อเด็กทุกคน กล่าวคือ เด็กที่อยู่ในครอบครัวใหญ่แม้จะมีอุปกรณ์ดิจิทัล แต่ก็มีเพียง 1 เครื่องเท่านั้น ทำให้เด็กในครอบครัวไม่สามารถเรียนได้ครบทุกคน ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจของสหพันธ์พิทักษ์เด็กของอิตาลี (Save the Children Italy) ที่ว่า 28 เปอร์เซ็นต์ของเด็กอิตาลีในวัย 14-18 ปี อย่างน้อยจะมีเพื่อนร่วมห้อง 1 คน ที่ไม่ได้เข้าเรียนออนไลน์ตั้งแต่มีการล็อคดาวน์ เนื่องด้วยปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์และการเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตที่เป็นเหตุผลหลัก 

เพราะความยากจน เด็กจึงต้องออกกลางคัน

จากรายงานของ Save the Children ในปี 2018 พบว่า 1 ใน 5 ของเด็กอิตาลี มีฐานะยากจนที่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ อย่างแคว้นซิซิเลียและการาเบรีย โดยมีอัตราความยากจนและการกีดกันทางสังคม (social exclusion) สูงถึง 56 และ 49 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ หากเทียบกับแคว้นทางตอนเหนืออย่าง เอมีเลีย-โรมัญญา และฟรียูลี-เวเน็ตเซียจูเลีย ที่มีเด็กยากจนและมีการกีดกันทางสังคมเพียง 13 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ด้วยปัญหาความยากจนที่เป็นทุนเดิมของทางตอนใต้ในอิตาลี เมื่อประสบกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยิ่งเป็นสาเหตุให้เด็กหลายคนต้องหลุดจากการศึกษา หรือออกกลางคัน (dropout) และจากงานวิจัยเรื่องการเรียนทางไกลในช่วงโควิด-19 ทางตอนใต้ของอิตาลี (Distance Learning in the COVID-19 Era: Perceptions in Southern Italy) ที่เผยแพร่ในเดือนพฤศจิกายน 2020 พบว่า เด็กจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีอุปกรณ์สำหรับเรียนออนไลน์ ทั้งยังออกกลางคันอีกด้วย

เช่นเดียวกับ มาเรีย ลีออตตา (Maria Leotta) คุณครูจากเมืองคาตาเนีย แคว้นซิซิเลีย กล่าวว่า “มีเด็ก 7 คน ใน 19 คน ของเด็กเกรด 2 (อายุ 6 ขวบ) ที่ได้เข้าเรียนวิชาภาษาอิตาลีเท่านั้น มันเป็นแบบนี้มานานมาก และดูเหมือนจะแย่ลง เพราะห้องเรียนออนไลน์ของฉันมีเด็กแค่ 1 ใน 3 เท่านั้นที่เข้าเรียน อีกทั้งวิกฤติโควิดทำให้เห็นว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ในปีที่ผ่านมามีตัวเลขเด็กออกกลางคันเพิ่มสูงขึ้นมากอีกด้วย” 

จากการแพร่ระบาดอย่างหนักของไวรัสในอิตาลีตอนใต้ ประกอบกับการมีประชากรยากจนสูง ทำให้ผู้ปกครองหลายคนต้องตกงาน และส่งผลให้เด็กต้องออกจากการศึกษา เนื่องด้วยเศรษฐกิจทางบ้านไม่เอื้ออำนวย 

ทั้งนี้ นโยบายล็อคดาวน์ของรัฐบาลอิตาลีทุกครั้งที่ผ่านมา ที่เลือกสั่งปิดโรงเรียน เพราะเห็นว่าพื้นที่ปิดอย่างในห้องเรียนเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัส ขัดแย้งกับความเห็นของนักวิชาการหลายคนที่มองว่า วิธีนี้จะยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

อย่างเช่น รศ.โจวานนา มาสเชโรนี (Giovanna Mascheroni) สาขาวิชาสื่อสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยคาทอลิก ที่กล่าวว่า 

“เด็กส่วนใหญ่มีแรงจูงใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ทางไกลหรือเรียนออนไลน์ นอกจากนี้ ผู้ปกครองยังสังเกตเห็นผลลัพธ์เชิงบวกของการเรียนรู้ทางไกล เพราะมีความเป็นอิสระมากขึ้นในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียน แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่ควรมองข้ามความไม่เท่าเทียมที่ยังมีอยู่ในแต่ละครอบครัว และไม่สามารถเพิกเฉยต่อเด็กสองสามคนที่ต้องออกจากโรงเรียน เพราะต้องเปลี่ยนไปเรียนแบบออนไลน์ได้” 

เช่นเดียวกับ กลอเรีย ทัม (Gloria Tam) และ ดิอานา เอล-อซาร์ (Diana El-Azar) จากองค์กร Minerva Project (องค์กรที่ให้บริการด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และบริการสนับสนุนสำหรับโรงเรียน Minerva) ที่เขียนบทความใน The World Economic Forum ว่า “เมื่อห้องเรียนเปลี่ยนไปเป็นแบบออนไลน์ เด็กหลายคนจะหายไป เพราะค่าใช้จ่ายในอุปกรณ์ดิจิทัล ซึ่งนั่นจะทำให้ช่องว่างทางการศึกษา รวมถึงความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคมจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น”

ที่มา:

editor

related post

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล: ความเสมอภาคทางการศึกษา บนความมั่นคงของชีวิต

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวในเวทีการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา: ปวงชนเพื่อการศึกษา เมื่อวันที่ 10-11 กรกฎาคม 2563 ตอกย้ำความเชื่อมั่นของ กสศ. ที่จะผลักดันให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาแก่เด็กไทย และไปให้ถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีเนื้อหาสำคัญ ดังนี้