Read

อินเดีย: ความไม่เสมอภาคทางการศึกษาในกับดักความยากจน

อินเดีย: ความไม่เสมอภาคทางการศึกษาในกับดักความยากจน

ประชากรชาวอินเดียในปี ค.ศ. 2020 มีทั้งหมด 1.39 พันล้านคน แต่จากการสำรวจในโครงการ ‘Rapid Survey On Children’ โดยกระทรวงพัฒนาเด็กและสตรีอินเดียในปี ค.ศ. 2013-2014 พบว่า วัยรุ่นอินเดียจำนวนถึงร้อยละ 50 ไม่สามารถจบการศึกษาระดับมัธยมได้ ขณะที่นักเรียนจำนวนกว่า 20 ล้านคน ไม่มีโอกาสได้เข้าเรียนชั้นอนุบาลในระบบเสียด้วยซ้ำ 

ตัวเลขอันน่าตกใจนี้ทำให้เราสามารถเห็นได้ว่า การกระจายการศึกษาให้ทั่วถึงในระบบการศึกษาของอินเดียประสบปัญหาเรื้อรังมาอย่างยาวนาน และในปัจจุบันยังไม่มีการสำรวจที่แน่ชัดเพียงพอว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 นั้น มีนักเรียนอีกกี่ครัวเรือนที่ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาสืบเนื่องจากปัญหาความเหลื่อมล้ำในโอกาส และความพร้อมทางเศรษฐกิจที่จะศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาได้

ความร้ายแรงของปัญหาดังกล่าว เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าไม่ใช่เรื่องที่จบไปแล้วในอดีต เมื่อมีการสำรวจโดย NSS 75th round พบข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ในช่วงปี 2017-2018 นี้เอง ตัวเลขการรู้หนังสือในอินเดียนั้น เพศหญิงอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป ในเขตชนบทมีอัตรารู้หนังสืออยู่ที่ร้อยละ 65 ขณะที่เพศชายในกลุ่มเดียวกันอยู่ที่ร้อยละ 81.5 ซึ่งแตกต่างกันอยู่ถึงร้อยละ 16.5 เลยทีเดียว ขณะที่หากรวมจำนวนเด็กในเขตที่ถูกนับว่าเป็นพื้นที่เมืองด้วยแล้ว ทั้งประเทศอินเดียมีเพศหญิงที่รู้หนังสือน้อยกว่าเพศชายอยู่ถึงร้อยละ 14.4 ซึ่งหากเทียบจากจำนวนประชากรอินเดียในช่วงปีเดียวกันก็จะพบว่า มีเพศหญิงที่รู้หนังสือไม่เท่าเพศชายอยู่ถึง 187.2 ร้อยล้านคน ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่น่าตกใจสำหรับงบประมาณด้านการศึกษาของอินเดียในปี 2018 ที่มีมากถึง 5,010 สิบล้านรูปีห์ 

ถึงแม้ว่าระดับการรู้ภาษาระหว่างเพศหญิงและชายทั้งพื้นที่ชนบทและพื้นที่ในเมืองของประเทศอินเดียจะน่าตกใจ แต่ตัวเลขของระดับการศึกษาที่แตกต่างกันของทั้งสองพื้นที่ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน 

จากรายงานฉบับเดียวกันระบุว่า ผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับสูงสุดที่มัธยมศึกษานั้นในเขตชนบทมีเพียงร้อยละ 15 จากประชากรอินเดียทั้งประเทศ ขณะที่ผู้สำเร็จการศึกษาสูงสุดที่ระดับปริญญาตรีของประชากรในชนบททั้งประเทศมีเพียงร้อยละ 5.7 ซึ่งแตกต่างจากในเขตเมืองที่มีจำนวนถึงร้อยละ 21.7 อย่างไรก็ตาม หากรวบรวมข้อมูลจากทั้งส่วนที่เป็นเมืองและชนบทเพื่อมองภาพใหญ่ของข้อมูลแล้ว จะพบว่าทั้งประเทศอินเดียมีผู้สำเร็จการศึกษาสูงสุดที่ระดับชั้นมัธยมปลายอยู่ที่ร้อยละ 16.6 ขณะที่ระดับชั้นปริญญาตรีมีเพียงร้อยละ 10.6 เท่านั้น เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ของอินเดียมีจำนวนที่ไม่รู้หนังสือเลยถึงร้อยละ 26.1 ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดจากทั้งหมด

องค์กรด้านการศึกษาที่ทำงานอยู่ในอินเดียทั่วพื้นทวีปอย่าง Senses Intelligent Interactive Panel ได้ระบุถึงสภาพปัญหาด้านการศึกษาที่เรื้อรังมาอย่างยาวนานของอินเดียเอาไว้ว่า เนื่องจากมีเยาวชนจำนวนมากที่ไม่สามารถบรรลุข้อกำหนดที่จะทำให้เข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ ในขณะที่เยาวชนส่วนมากที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีนั้นก็จะออกไปทำงานในต่างประเทศเพื่อหารายได้ที่มากกว่าการทำงานภายในประเทศ โดยปัญหาคอขวดที่ทำให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมปลายไม่สามารถบรรลุข้อกำหนดเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้นั้น Senses ระบุว่า สืบเนื่องมาจากหลักเกณฑ์การวัดระดับทางการศึกษาของอินเดียเองที่ปิดกั้นโอกาสของเยาวชน

ระบบการศึกษา ปัญหา และความรุนแรง

องค์กร Senses ระบุว่า วิธีการวัดระดับความสามารถของระบบการศึกษาในอินเดียยังใช้ระบบการวัดด้วยเกรดอยู่ โดยนักเรียนที่สามารถทำคะแนนรวมได้มากกว่าร้อยละ 90 ขึ้นไป จะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ‘อัจฉริยะ’ ขณะที่นักเรียนคนอื่นอีกเป็นจำนวนมากที่ได้เกรดอยู่ในระดับมาตรฐานจะถูกสังคมมองว่าอ่อนแอ การวัดระดับนักศึกษาเพื่อเฟ้นหาอัจฉริยะเช่นนี้เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยยุคอาณานิคมที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน และกำลังกลายเป็นกำแพงที่กีดกันเยาวชนจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถก้าวขึ้นสู่ระดับการศึกษาที่สูงกว่ามัธยมได้

จันดรา ปรากาช เวอร์มา (Chandra Prakash Verma) นักวิชาการด้านการศึกษาจากกลุ่มโรงเรียน Greenway Modern School ในเมืองนิวเดลี กล่าวเอาไว้ในปี 2017 ว่า ปัญหาของระบบการศึกษาในอินเดียมีจุดบกพร่องอยู่ 3 ประการ 

ประการแรก คือ การเข้าถึงโรงเรียนของประชากรอินเดียที่เป็นไปได้ยาก เนื่องจากระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่พัฒนามากนัก ไม่ว่าจะเป็นการไม่มีห้องเรียนที่เหมาะสม ไปจนถึงระบบชลประทานที่ไม่มีน้ำดื่มสะอาดอย่างเพียงพอ การเดินทางที่ไม่สามารถมอบความปลอดภัยให้แก่เยาวชนเพศหญิงที่เดินทางระหว่างบ้านกับโรงเรียนได้ ในบางพื้นที่มีเส้นทางคมนาคมในสภาพย่ำแย่จากการถูกกีดขวางโดยแม่น้ำหรือทางด่วน จนกลายเป็นตัวขวางกั้นการเข้าถึงการศึกษาของเยาวชน 

ประการที่สอง คือ การไม่ใส่ใจมากพอ ประเด็นนี้เวอร์มาไม่ได้โทษที่ตัวเด็ก แต่หมายถึงความล้มเหลวของระบบที่ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนทุ่มเทกับการเรียนรู้ได้อย่างเพียงพอ เช่น ครูส่วนมากจะมีความรู้สึกว่ารับผิดชอบเพียงแค่การกวดขันด้านการสอบของเยาวชน มากกว่าการทำให้เด็กใส่ใจการศึกษาและมอบสิ่งนั้นให้เยาวชนเป็นคนตัดสินใจเอง ประกอบกับการที่เยาวชนจำนวนมากต้องแบ่งเวลาเพื่อช่วยเหลือกิจการที่บ้านเนื่องจากความเหลื่อมล้ำทางรายได้ รวมไปถึงเนื้อหาวิชาที่ไม่สามารถทำให้เยาวชนในระบบการศึกษารู้สึกว่าจะมีประโยชน์กับการใช้ชีวิตของตนเอง 

ประการสุดท้าย คือ ปัญหาในการวางรากฐานทางการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับที่องค์กร Senses ได้ระบุเอาไว้ว่า เป็นมรดกของยุคอาณานิคมที่ต้องการสร้างเจ้าหน้าที่นั่งโต๊ะเพื่อช่วยงานบริหารประเทศขนาดใหญ่ มากกว่าการสนับสนุนวัฒนธรรมของความสงสัยใคร่รู้ ระบบที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพเช่นนี้จึงเป็นปัญหาเมื่อเยาวชนจำนวนมากอยู่ใต้เส้นความยากจนที่ไม่สามารถหาเงินมาซื้อหนังสือหรือเพื่อการจ้างติวเตอร์เพิ่มเติม รวมไปถึงบรรยากาศการเรียนรู้ด้วยตนเองที่บ้านก็ไม่เอื้ออำนวยต่อการศึกษาอีกด้วย

หนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดที่เวอร์มาอธิบายเอาไว้ คือ สภาพระบบการศึกษาของอินเดียถูกจัดลำดับเอาไว้เป็นแบบพีระมิดที่จะคัดเด็กออกจากระบบการศึกษาในทุกๆ ขั้นก่อนที่จะเลื่อนไปสู่ระดับที่สูงขึ้น ดังรูปที่เขานำเสนอต่อไปนี้

จากรูปที่เวอร์มานำเสนอ จะเห็นได้ว่าในทุกขั้นของระดับการศึกษาที่ไต่ขึ้นไปนั้น มีจำนวนสถานศึกษาที่ลดลงอย่างมากเกือบเท่าตัว นั่นแปลว่าในทุกการเลื่อนระดับทางการศึกษาที่สูงขึ้น จะมีนักเรียนไม่ต่ำกว่าแสนคนในแต่ละช่วงการศึกษาต้องหลุดออกจากระบบ และยิ่งส่งผลให้กลับไปสู่การติดกับดักปัญหาความยากจนต่อไป 

COVID-19 และการปรับตัวต่อสภาพปัจจุบันทางการศึกษา 

ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปัจจุบันดูจะยิ่งตอกย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำมากขึ้น โดย Indiia TODAY ระบุไว้ในบทความที่ชื่อ ‘Challenges in Indian Education System Due to Covid-19 Pandemic’ ว่าระบบการเรียนออนไลน์ในอินเดียที่ถูกกำหนดให้เป็นมาตรฐานแบบ New Normal ยังไม่สามารถตอบโจทย์ในระยะยาวได้ เนื่องจากนักเรียนในระบบการศึกษามีความหลากหลายและแตกต่างกันมากเกินไปในแต่ละพื้นที่ความเจริญ โดยเฉพาะในสภาพความเหลื่อมล้ำของอินเดียที่องค์กร Oxfam เคยสำรวจพบว่า ในปี 2020 มีคนรวยเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่ถือครองความร่ำรวยเกือบร้อยละ 74 ของประเทศ จนทำให้เยาวชนกว่า 320 ล้านชีวิต ไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาแบบดิจิทัลมีเดียได้เหมือนกับเยาวชนที่มีพื้นเพมาจากครอบครัวที่ร่ำรวยเพียงร้อยละ 10 ของประเทศ

วิธีแก้ปัญหาสภาพความเหลื่อมล้ำที่ถูกซ้ำเติมจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 จึงควรเป็นการผลักดันให้นักเรียนสามารถกลับสู่ห้องเรียนได้ในเร็ววัน โดยอาจจำเป็นต้องมีการหมุนเวียนการเข้าห้องเรียนตามนโยบายรักษาระยะห่างทางสังคม สลับกับการเรียนรู้ในรูปแบบออนไลน์ที่ต้องทั่วถึงมากขึ้นควบคู่กันไป การจะดำเนินมาตรการเหล่านี้ได้จำเป็นต้องเรียกร้องให้องค์การบริหารส่วนพื้นที่ในแต่ละเขตชุมชนและองค์กรอิสระต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นพลวัต

ปัญหาสำคัญที่สุดของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในอินเดียจึงมีจุดเริ่มต้นมาจากระบบการศึกษาในภาพรวมที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยและให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็จำเป็นที่จะต้องมีการเคลื่อนไหวในระดับท้องถิ่น เพื่อช่วยให้นักเรียนในชุมชนต่างๆ สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาและได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะเมื่อประเทศอินเดียกำลังตกเป็นเป้าของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 อย่างหนักหน่วง

การแก้ไขสภาพปัญหาที่เรื้อรังมาเป็นเวลาหลายสิบปีของอินเดีย ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี เพียงอย่างเดียวดังที่เป็นอยู่ แต่จำเป็นที่จะต้องกระจายความเหมาะสมของงบประมาณดังกล่าวเพื่อนำไปพัฒนาจุดที่ขาดแคลนด้วยความสมเหตุสมผล เพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชนควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาภาพใหญ่ระดับประเทศอย่างพร้อมเพรียงกัน เมื่อสร้างความร่วมมือกับทุกฝ่ายในการแก้ไขปัญหาร่วมกันแล้ว จึงจะสามารถนำแสงสว่างมาสู่ปลายอุโมงค์ของระบบการศึกษาอินเดียที่มีนักเรียนเป็นจำนวนมากอันดับต้นๆ ของโลกกำลังรอคอยโอกาสที่จะมาถึง

ที่มา:

editor

related post