Read

เรียนรู้ข้อดีจาก ‘ECEC’ ดูแลเด็กปฐมวัยอย่างมีคุณภาพในไต้หวัน

เรียนรู้ข้อดีจาก ‘ECEC’ ดูแลเด็กปฐมวัยอย่างมีคุณภาพในไต้หวัน

การพัฒนาทุนมนุษย์ด้วยการศึกษานับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่ในมิติของการศึกษาเองก็มีหลายส่วนที่จำเป็นต้องเจาะลึกในรายละเอียดของการพัฒนาที่แตกต่างกันไปในแต่ละบริบทของพื้นที่ 

การให้การศึกษาและการดูแลเด็กปฐมวัย (Early Childhood Education and Care) หรือ ‘ECEC’ เป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ โดยเป็นวิธีการพัฒนาเด็กที่มองย้อนกลับไปถึงวัยเรียนรู้ระยะแรกของมนุษย์อย่างเด็กปฐมวัย ที่จะส่งผลสำคัญตลอดช่วงชีวิตของการเจริญเติบโตต่อไปในอนาคต ด้วยเหตุนี้ ECEC จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้ขาดการยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์ผ่านการศึกษา โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มเปราะบางและเด็กด้อยโอกาสในสังคม

ประเด็นการพัฒนาเด็กตามแนวทาง ECEC ไม่ใช่สิ่งใหม่ที่เพิ่งมีการพูดถึงในแวดวงการศึกษา หากแต่เริ่มมีการให้ความสำคัญอย่างจริงจังมาก่อนหน้านี้หลายทศวรรษ ดังรายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) หัวข้อ Starting Strong: Early Childhood Education and Care เมื่อปี 2001 ที่ระบุว่า การจัดการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาและการเข้าถึงการศึกษาสำหรับเด็กเล็กนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อ ‘การเรียนรู้ตลอดชีวิต’ (lifelong learning) ที่จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาด้านอื่นๆ ต่อไปในอนาคตได้อีกมาก และโครงการปรับปรุง ECEC นี้เองก็ได้รับความสนใจและการมีส่วนร่วมจากนานาชาตินับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

แน่นอนว่า การบรรลุเป้าหมายของ ECEC แต่ละประเทศย่อมมีความยากง่ายแตกต่างกันไป ถึงแม้จะมีการช่วยเหลือและประสานงานระหว่างรัฐบาล คณะกรรมการการศึกษาแห่ง OECD (OECD Education Committee) และบรรดากลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ อย่างไรก็ตาม หลายประเทศก็มีความคืบหน้าในการทำงานที่น่าสนใจ ดังเช่นกรณีของไต้หวันที่เริ่มเป็นที่โด่งดังด้านคุณภาพของการศึกษาเป็นอย่างมากตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเห็นได้จากข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์ของ National Center on Education and the Economy (NCEE) ที่แสดงให้เห็นว่าอัตราการจบการศึกษาระดับมัธยมปลายในไต้หวันมีถึงร้อยละ 88 ขณะที่ผลการสอบ PISA ของไต้หวันในปี 2015 ก็ยังมีคะแนนที่สูงกว่าค่ามาตรฐานของ OECD โดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ สามารถทำคะแนนสูงกว่าประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างมีนัยสำคัญ

การพัฒนาการศึกษาสำหรับเด็กเล็กในไต้หวัน ความสำเร็จที่ไม่อาจมองข้าม

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของไต้หวัน ระบุว่า ในปี 2007 มีจำนวนเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในระดับประถมศึกษาถึง 1,028 ราย แต่ภายหลังการมุ่งพัฒนาตามรูปแบบของ ECEC ทำให้ในปี 2013 มีนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาหลุดออกจากระบบการศึกษาลดลงเหลือเพียง 488 รายเท่านั้น การพัฒนา ECEC จึงส่งผลต่อการรักษาทุนมนุษย์ในระยะเริ่มแรกของไต้หวันอย่างเห็นได้ชัด และยิ่งชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในเด็กเล็กด้วย ECEC นั้น มีผลโดยตรงกับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในสังคมภาพรวมเป็นอย่างมาก 

จากงานศึกษา ECEC ของ ไอ-ฟาง ลี (I-Fang Lee, 2014) ภายใต้หัวข้อ Assemblages of Quality Early Childhood Education and Care in the Cross-Taiwan Strait Geopolitical Space in Asia: Interplay of Opportunity and Risk ระบุว่า ในระยะแรกไต้หวันไม่ได้มีความสนใจในประเด็นของ ECEC มากนัก เห็นได้จากจำนวนโรงเรียนในระดับชั้นอนุบาลและระดับชั้นเตรียมอนุบาลถึงร้อยละ 70 ยังเป็นของเอกชนมากกว่าของรัฐ และการพัฒนาตามแบบ ECEC ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในโปรแกรมการศึกษาภาคบังคับ 9 ปีของไต้หวัน 

ทว่าจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปี 2013 เมื่อรัฐบาลไต้หวันประกาศนโยบายบูรณาการให้โรงเรียนอนุบาลสำหรับเด็กวัย 2-6 ขวบ เข้าร่วมแผนพัฒนา ECEC และทำให้การศึกษาในระดับอนุบาลถูกควบรวมเข้ามาในแผนการศึกษาภาคบังคับของไต้หวัน จุดคานงัดสำคัญสำหรับการปฏิรูประบบการศึกษานี้มาจากนโยบาย ‘คูปองเรียนอนุบาล’ (preschool voucher) ที่ทำให้มีทุนการศึกษาจำนวนมากไหลเข้ามาในระบบการศึกษาเพื่ออุดช่องว่างทางโอกาสการเข้าถึงการศึกษาในไต้หวัน และเพิ่มการมีส่วนร่วมของรัฐบาลและหลายภาคส่วนในประเด็นดังกล่าวได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ลียังได้ระบุว่า นโยบายคูปองการศึกษามีผลในแง่ของคำมั่นสัญญาจากรัฐบาลต่อผู้ปกครองในไต้หวัน ว่าการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยจะช่วยให้เด็กเล็กมีโอกาสที่จะเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น และสนับสนุนสิทธิของผู้ปกครองในการเลือกระบบการศึกษาของลูกตนเองอย่างอิสระ วิธีการเหล่านี้ทำให้เกิดการพัฒนาการแข่งขันในเชิงบวกสำหรับคุณภาพการศึกษาตามรูปแบบ ECEC และยังเป็นการส่งเสริมให้โครงการการศึกษาของภาคเอกชนที่ยังไม่มีใบประกอบการสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา ได้รับใบอนุญาตประกอบการ และจัดการเรียนการสอนได้อย่างถูกต้องตามสถานะทางกฎหมายอีกด้วย

ความสำเร็จของไต้หวันในประเด็นดังกล่าวนั้น เฉียน หลิว (Chien Liu) และ เจ. ไมเคิล อาร์เมอร์ (J. Michael Armer) ยังค้นพบในงานศึกษาที่ชื่อ Education’s Effect on Economic Growth in Taiwan (1993) อีกด้วยว่า การศึกษาในระดับประถมและมัธยมต้นมีผลในเชิงบวกกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไต้หวันมากกว่าการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นไป ขณะเดียวกัน การมีส่วนร่วมจากภาคส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากภาครัฐแล้ว ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษาของไต้หวัน ดังเช่นคณะกรรมการการศึกษาแห่ง OECD ที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานกับรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องในหลายประเทศ 

อีกตัวอย่างงานศึกษาของ แชนนอน บี. แวนเลส (Shannon B. Wanless) และคณะ (2010) พบว่า ผู้ปกครองชาวไต้หวันทุ่มเททรัพยากรเป็นจำนวนมากเพื่อทำให้ลูกของตนประสบความสำเร็จในการเรียน ความใส่ใจและทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและผู้ปกครองจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการร่วมกันแก้ไขปัญหาการศึกษาในเด็กเล็ก และเห็นตรงกับงานศึกษาของ แมรี แมคมูลเลน (Mary McMullen) และคณะ (2005) ที่พบว่า การให้ความสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาของครอบครัวชาวไต้หวัน ทำให้ ECEC กลายเป็นประเด็นที่พัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วในสังคม ส่งผลให้ครูจำนวนมากในโรงเรียนเตรียมอนุบาลและโรงเรียนอนุบาลได้รับการอบรมการสอนแบบ ECEC โดยใช้หลักให้เด็กเป็นศูนย์กลาง (child-centered learning principles) 

ดังนั้นไต้หวันจึงมีความรุดหน้าด้านการพัฒนาทุนมนุษย์และสร้างทักษะสำคัญอย่างการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่เยาวชนของประเทศตนเองนับตั้งแต่ต้นน้ำ และเป็นการลงทุนในระบบการศึกษาที่ทำให้อนาคตของไต้หวันโดยรวมงอกเงยขึ้นมา เกิดเป็นความรุดหน้าทางด้านสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจในระดับประเทศได้สำเร็จ

ทิศทางโลกกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย

ปัจจุบันถึงแม้ว่าการพัฒนาการศึกษาในเด็กปฐมวัยจะเป็นที่นิยมมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก โดยมีตัวอย่างความสำเร็จในหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม จำนวนเด็กที่มีโอกาสเข้ารับการศึกษาในระดับอนุบาลยังนับได้ว่ามีจำนวนที่ไม่มากพอ ข้อมูลจากเว็บไซต์องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (Unicef) หัวข้อ Early Chilhood Education (2018) ระบุเอาไว้ว่า สัดส่วนประชากรที่มีโอกาสได้เข้าเรียนในระดับอนุบาลของประเทศในกลุ่มทวีปแอฟริกานั้นอยู่ที่ร้อยละ 25-49.9 โดยเฉพาะบางประเทศในภูมิภาคเดียวกันมีสัดส่วนที่ต่ำกว่าร้อยละ 25 ซึ่งเป็นที่น่าเป็นห่วงในด้านการลงทุนและการให้ความสำคัญสำหรับการศึกษาในเด็กเล็ก ไม่ต่างจากประเทศที่มีตัวเลขใกล้เคียงกัน อย่างอินเดีย เมียนมา และปาปัวนิวกินี ขณะที่ภูมิภาคอื่นๆ อย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอเมริกาใต้เองก็ยังคงมีสัดส่วนเด็กเล็กที่ได้เข้าเรียนอนุบาลอยู่เพียงแค่ร้อยละ 60-74.9 เท่านั้น 

 การที่หลายประเทศไม่สามารถจัดการศึกษาในระดับประถมศึกษาให้ครอบคลุมประชากรทั้งหมดได้นั้น นับว่าน่าเป็นห่วงในภาพรวมของทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์และทิศทางของประเทศเป็นอย่างมาก โดย Unicef ได้ระบุไว้ว่า 

ความล้มเหลวในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพให้แก่เด็กเล็ก เป็นการสร้างข้อจำกัดให้แก่อนาคตของเด็กคนนั้น อันเป็นการปิดกั้นโอกาสที่จะให้เด็กได้พัฒนาทักษะของตนเองได้อย่างเต็มขีดความสามารถ เป็นการปิดกั้นอนาคตของประเทศโดยการปล้นทุนมนุษย์ของประเทศนั้นออกไป แทนที่จะสามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำ สนับสนุนความสงบสุขและความรุ่งเรืองของสังคม” 

ความสำคัญของการจัดให้มีการศึกษาสำหรับเด็กเล็กอย่างทั่วถึงในแต่ละประเทศนั้น จะส่งผลในลักษณะที่คล้ายคลึงกันหากสามารถดำเนินการได้สำเร็จ คือ สามารถสร้างฐานรากแห่งการเรียนรู้ให้แก่เด็กเล็ก การเข้าถึงการศึกษาที่มากขึ้นจะช่วยทำให้ระบบการศึกษามีประสิทธิภาพที่มากขึ้น และการเข้าถึงการศึกษาของเด็กเล็กอย่างเท่าเทียมจะส่งผลดีต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศได้ 

ดังนั้นการปฏิรูประบบการศึกษาในหลายประเทศจึงควรที่จะไตร่ตรองถึงความสำคัญของระบบการศึกษาในเด็กเล็กของประเทศตนเองให้มากยิ่งขึ้น เปรียบเสมือนการหว่านเพาะเมล็ดพันธุ์ที่จะส่งผลลัพธ์ให้งอกเงยขึ้นในอนาคต ดังที่ไต้หวันสามารถเปลี่ยนตนเองจากประเทศเกษตรกรรมมาสู่ประเทศอุตสาหกรรมในช่วงปี 1950 โดยใช้เวลาไม่ถึง 3 ทศวรรษเท่านั้น 

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาการศึกษาในเด็กเล็ก นอกจากจะต้องอาศัยความคิดริเริ่มของรัฐบาลแต่ละประเทศแล้ว การสร้างความร่วมมือและภาคีเครือข่ายเองก็สำคัญไม่แพ้กัน ดังกรณีของ OECD ที่ได้พยายามทำเสมอมา หรือตัวอย่างจากผู้ปกครองในครอบครัวไต้หวันที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา การสร้างจุดร่วมที่ตรงกันและจัดหาเวทีระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ได้มีโอกาสพูดคุยกันทั้งในระดับพื้นที่และในระดับโลก เพื่อให้สังคมโลกในอนาคตไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง ด้วยการศึกษาที่เสมอภาคและเป็นธรรม 

 

ที่มา:

editor

related post