Read

เพศภาวะและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สองสิ่งที่ไม่ควรไปด้วยกัน

เพศภาวะและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สองสิ่งที่ไม่ควรไปด้วยกัน

ชาย หญิง เพศทางเลือก LGBT ไปจนถึง Queer เป็นตัวบ่งชี้ความหลากหลายของสังคมมนุษย์ ความเป็นอิสระของตัวตน และการกำหนดชุดคุณค่าของปัจเจก ความหลากหลายทางเพศในปัจจุบันเริ่มจะกลายเป็นเรื่องปกติและท้าทายขนบความคิดเดิมของสังคมโลกที่มีเพียงเพศชายและเพศหญิงเท่านั้น การสั่นคลอนความเชื่อโบราณดังกล่าวดูจะมีนัยสำคัญกับสังคมมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ 

ประเด็นเรื่องเพศเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการก่อร่างสร้างตัวตนของสังคมมนุษย์มาอย่างยาวนาน ท่ามกลางการพัฒนาทางปัญญาผ่านระบบการศึกษาหลากหลายยุคสมัยที่ควรจะช่วยขับเคลื่อนความสำคัญของปัญญามากกว่าปัจจัยอื่น เช่น สรีระทางร่างกายหรือเพศสภาพ งานศึกษาหลายชิ้นในโลกสมัยใหม่กลับพบว่าการศึกษาแบบปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในการส่งเสริมความไม่เท่าเทียมทางเพศและความเชื่อเรื่องบทบาททางเพศที่ตายตัว ไม่มีความเท่าเทียม และปิดกั้นมนุษย์จากการพัฒนาตนเองอย่างแท้จริง

การศึกษากับการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ

การศึกษาไม่ได้สวนทางกับความเหลื่อมล้ำเสมอไป ประเด็นนี้ แมรี อาร์. แจ็คแมน (Mary R. Jackman) และ ไมเคิล เจ. มูฮา (Michael J. Muha) เคยได้ศึกษาเอาไว้ในหัวข้อชื่อ Education and Intergroup Attitudes: Moral Enlightenment, Superficial Democratic Commitment, or Ideological Refinement? (1984) และมีข้อค้นพบที่น่าสนใจว่า การศึกษามีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับการสนับสนุนความเป็นปัจเจกนิยม ซึ่งส่งผลให้ปัจเจกในระบบการศึกษามองเห็นการกระจายความเท่าเทียมที่มุ่งเน้นเพียงแค่ความเท่าเทียมทางโอกาสเพียงอย่างเดียวเท่านั้น กล่าวคือ การเชื่อว่ามีเฉพาะความเท่าเทียมทางโอกาสในการศึกษาก็เพียงพอแล้วที่จะกระจายความเป็นธรรม เรื่องต่อจากนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนบุคคล แนวคิดเช่นนี้ทำให้ละเลยการกระจายทรัพยากรตามความเหมาะสมในระบบการศึกษา การเลือกปฏิบัติ หรือปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมในระบบการศึกษาและสังคมขนาดใหญ่

แน่นอนว่าในมิติของความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่อย่างหลากหลาย ความเหลื่อมล้ำทางเพศก็เป็นหนึ่งในปัญหาที่มีส่วนสำคัญในระบบการศึกษาปัจจุบันเป็นอย่างมาก เนื่องจากค่านิยมเก่าที่เกี่ยวข้องกับเพศศึกษายังคงมีอยู่ทั่วไปในแบบเรียน ปัญหาดังกล่าวมีรากกำเนิดใกล้เคียงกัน คือ ความเชื่อในบทบาททางสังคมที่ผูกติดอยู่กับเพศ ความเชื่อเรื่องเพศตามลักษณะทางชีววิทยาที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด และการแบ่งแยกอำนาจในสังคมด้วยเพศมากกว่าบทบาททางสังคม 

จากงานศึกษาของ เอมิลี ดับเบิลยู. เคน (Emily W. Kane, 1995) ระบุว่า ในสหรัฐถึงแม้ว่าข้อแตกต่างทางเพศในระบบการศึกษาจะมีพื้นฐานร่วมกันกับฐานะทางสังคม แต่เมื่อศึกษาให้ละเอียดลงไปแล้วจะพบว่า ทั้งสองกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากการศึกษาที่แตกต่างกันมาก โดยเพศชายจะเชื่อในความเหลื่อมล้ำทางเพศตามกระบวนการผลิตซ้ำของระบบการศึกษาที่มีปัญหาดังที่ได้กล่าวถึงไปแล้วข้างต้น ขณะที่เพศหญิงจะถูกกีดกันออกจากระบบการศึกษาที่สูงกว่าตามขนบความเชื่อที่มีมาอย่างเนิ่นนานแล้ว แม้แต่ในปัจจุบันสหรัฐก็ยังประสบปัญหาจำนวนเพศหญิงในการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ต่ำกว่าเพศชาย โดยเฉพาะสายวิทยาศาสตร์และการช่าง ด้วยความเชื่อว่าเพศหญิงมีข้ออ่อนแอกว่าเพศชายโดยกำเนิด 

เคนระบุเพิ่มเติมว่า การศึกษาสามารถให้หลักประกันแก่คนในสังคมได้ว่า หากมีการศึกษาที่สูงขึ้นก็จะได้รับการต้อนรับให้เป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำที่มีอิทธิพลเหนือเศรษฐกิจของสังคม อย่างไรก็ตาม เพศชายดูจะได้ประโยชน์ในสถานะนำสองระดับหากมีการศึกษาที่สูง คือ ทั้งทางเศรษฐกิจและบทบาทด้านเพศ ในขณะที่การให้สิทธิพิเศษบางส่วนแก่เพศหญิงที่มีการศึกษาสูงนั้น ถึงแม้จะไม่ได้รับเทียบเท่ากับเพศชาย แต่ก็มีส่วนทำให้เพศหญิงที่มีการศึกษาสูงเหล่านั้นต้องการสถานะทางสังคม (status quo) ที่มากกว่าเพียงแค่การยอมรับในความแตกต่างทางเพศ

อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบที่น่าสนใจของเคนนั้นก็ยังไม่ได้ศึกษาโดยนำตัวแปรที่มีความสำคัญอื่นๆ อย่างเพศ Queer หรือ LGBT เข้ามาใช้ในการศึกษานี้ด้วย แต่จากจำนวนเพศหญิงที่รู้สึกได้ถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศในระบบการศึกษาในงานของเคนนั้น ก็ทำให้คาดได้ว่ากลุ่มเพศอื่นๆ ที่ไม่ได้จำกัดตนอยู่ในกรอบเพศทวิลักษณ์ (gender binary) ย่อมประสบปัญหาหนักหนากว่าหลายเท่า โดยเฉพาะในบางสังคมที่ยังไม่เปิดกว้างต่อเสรีภาพทางเพศ

ถึงแม้ปัญหาในระดับนักเรียนจะมีผลกระทบค่อนข้างร้ายแรง แต่ขณะเดียวกันความเหลื่อมล้ำจากฐานคิดเรื่องเพศภาวะในการรับครูเข้ามาทำการสอนก็หนักหนาไม่แพ้กัน โดยในหลายพื้นที่ทั่วโลกยังมีการกีดกันเพศอื่นๆ นอกจากเพศแบบทวิลักษณ์ออกจากการเป็นครูสอนหนังสือ เนื่องด้วยสาเหตุของความหวาดกลัวว่าจะเป็นอันตรายหรือส่งอิทธิพลแก่นักเรียน

งานศึกษาของ เดวิด อี. นิวตัน (David E. Newton) และ สตีเฟน เจ. ริสช์ (Stephen J. Risch) ภายใต้หัวข้อ Homosexuality and Education: A Review of the Issue (1981) มีข้อค้นพบที่น่าสนใจว่ารากฐานของการกีดกันเพศ LGBT และ Queer นั้นเป็นเพราะศาสนา โดยเฉพาะศาสนาที่ระบุว่าการเป็นเกย์คือบาปในสังคมอย่างคริสต์ศาสนา ไปจนถึงวาทกรรมความ ‘ผิดธรรมชาติ’ ที่กลัวว่าจะกลายเป็นต้นแบบให้แก่ผู้อื่นกระทำตนให้ออกจากลู่ทางของขนบธรรมเนียมเดิม ด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้เกย์และเพศอื่นๆ ที่ไม่อยู่ในขนบธรรมเนียมเดิมของสังคมถูกกีดกันออกจากตำแหน่งหน้าที่ที่ถูกมองว่ามีเกียรติ อย่างหมอ พยาบาล นักกฎหมาย กองทัพ รวมไปถึงครูในระบบการศึกษาอีกด้วย

เพราะความเหลื่อมล้ำทางเพศที่รุนแรง หน้าที่ของโรงเรียนจึงสำคัญ

ในทุกๆ 2 ปี The Massachusetts Department of Education จะทำแบบสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชน (The National Youth Risk Behavior Survey) ออกมา โดยแบบสำรวจในปี 2003 พบว่านักเรียนสหรัฐที่เป็นเพศ LGBT จะมีโอกาส 5 เท่า ในการพยายามฆ่าตัวตายมากกว่านักเรียนที่เป็นเพศชายหรือหญิงในปี 2002 และที่น่าตกใจมากขึ้นคือ มีความพยายามในการโดดเรียนหรือหลีกเลี่ยงการไปโรงเรียน เนื่องจากรู้สึกไม่ปลอดภัยมากกว่านักเรียนเพศชายหรือหญิงถึง 3 เท่าตัว ปัญหาในระบบการศึกษาที่กีดกันคนออกจากการแสวงหาความรู้ด้วยสาเหตุทางเพศนั้น จึงเป็นเรื่องหนักหนาที่นักการศึกษาทุกภาคส่วนควรเอาใจใส่ให้มากขึ้น

จากงานศึกษาของ มาราลี เมย์เบอร์รี (Maralee Mayberry, 2006) ภายใต้ชื่องาน School Reform Efforts for Lesbian, Gay, Bisexual and Transgendered Students กล่าวว่า หลายโรงเรียนเลือกที่จะไม่รับรู้การมีตัวตนของนักเรียนที่ไม่ใช่เพศทวิลักษณ์ โดยการไม่สนใจปัญหาสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อนักเรียนเพศต่างๆ หรือในบางกรณีที่เลวร้ายกว่านั้น บางโรงเรียนมีพนักงานของโรงเรียนที่ทำหน้าที่เหมือนเป็น ‘Policing Gender Behavior’ หรือการที่เจ้าหน้าที่ในโรงเรียนสนับสนุนให้นักเรียนพัฒนาพฤติกรรมทางเพศให้ ‘เหมาะสม’ ตามบทบาททางสังคมและขนบแบบเก่า เช่น ในทีมนักกีฬาของโรงเรียนจะกีดกันคนที่ไม่ประพฤติตนตามเพศแบบที่กลุ่มยึดถือ เป็นต้น

วิธีแก้ปัญหาดังกล่าว เมย์เบอร์รีระบุเอาไว้เพิ่มเติมว่า ต้องเพิ่มแรงสนับสนุนให้โรงเรียนดำเนินมาตรการที่ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเพียงบางจุด แต่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบนิเวศของการเรียน (entire ecosystem of the school) เพื่อความยั่งยืนในการลดความรุนแรงของปัญหา การแก้ปัญหาในลักษณะนี้จำเป็นต้องใช้กระบวนการที่เป็นระบบ ตั้งแต่กระบวนการรับครูคนใหม่ ไปจนถึงการนำครูคนเก่าออกไป จุดมุ่งหมายคือการสร้างวัฒนธรรมใหม่ในโรงเรียนที่ยึดถือความยุติธรรมเป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกันกับข้อเสนอของ แมทธิว แอล. อูล์เล็ทท์ (Mathew L. Ouellett, 1996) จากงานชื่อ Systemic Pathways for Social Transformation: School Change, Multicultural Organization Development, Multicultural Education and LGBT Youth ที่ระบุว่า การจะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของโรงเรียนให้ก้าวข้ามระบบการศึกษาที่ไม่มีการกดทับเรื่องเพศได้นั้น ต้องอาศัยการปรับหลักสูตร กิจกรรมทางสังคม การเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษา กิจกรรมและการสนับสนุนที่นอกเหนือไปจากในหลักสูตรพื้นฐาน รวมถึงระบบการเสริมแรงด้วยรางวัลสำหรับพฤติกรรมในแง่บวก หรือกล่าวโดยสรุปอย่างง่ายได้ว่า เปลี่ยนแค่จุดเดียวหรือแค่ป้องกันกรณีเดียวไม่ได้ แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทั้งระบบในโรงเรียน

ดูเหมือนว่าระบบการศึกษาที่ถึงแม้จะมีความเป็นสมัยใหม่ขึ้นมากกว่ายุคที่ผ่านมา แต่กลับกลายเป็นว่าการสร้างค่านิยมแบบปัจเจกจากระบบการศึกษาจะยิ่งทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ไม่สามารถทำให้เพศหญิงมีสถานะทางสังคมเท่ากับเพศชาย หรือการกีดกันกลุ่มเพศ LGBT และ Queer ออกไปนั้นไม่ถูกมองเห็น ขณะเดียวกัน หลังจากกระแสสังคมกำลังให้ความสนใจไปที่การฟื้นฟูศักยภาพทางการเรียนของนักเรียนในช่วงหลังการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 แต่ปัญหาที่มีขนาดใหญ่พอกัน อย่างระบบการศึกษาที่ส่งเสริมให้เกิดการผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำทางเพศก็ยังคงถูกพูดถึงไม่มากนักในสังคม และยิ่งทำให้มีนักเรียนรวมไปถึงบุคลากรทางการศึกษาเป็นจำนวนมากต้องประสบปัญหาการถูกกีดกันออกจากระบบอย่างต่อเนื่อง ด้วยสาเหตุเพราะเพศภาวะของตนเอง

โรงเรียนจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมในการเริ่มต้นปฏิรูประบบนิเวศของการเรียนรู้ ตั้งแต่ระดับบนถึงล่าง ให้มีความเป็นมิตรและเท่าเทียมกันทุกเพศมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าการปฏิรูปในระดับโรงเรียนจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมโดยรวมทั้งหมดได้ในทันที แต่ก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่นักการศึกษาควรให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในโลกยุคหลัง COVID-19 ที่นักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาต้องตบเท้ากลับเข้าสู่ห้องเรียนอีกครั้ง

ที่มา:
  • Jackman, M., & Muha, M. (1984). Education and intergroup attitudes: Moral enlightenment, superficial democratic commitment, or ideological refinement?. American Sociological Review, 49(6), 751-769. doi:10.2307/2095528
  • Kane, E. (1995). Education and beliefs about gender inequality. social problems, 42(1), 74-90. doi:10.2307/3097006
  • Newton, D., & Risch, S. (1981). Homosexuality and education: A review of the Issue. The High School Journal, 64(5), 191-202. Retrieved July 11, 2021, from http://www.jstor.org/stable/40365156
  • Mayberry, M. (2006). School reform efforts for lesbian, gay, bisexual, and transgendered students. The Clearing House, 79(6), 262-264. Retrieved July 11, 2021, from http://www.jstor.org/stable/30182141
  • Ouellett, M. 1996. Systemic pathways for social transformation: School change, multicultural organization development, multicul- tural education, and LGBT youth. Journal of Gay, Lesbian and Bisex- ual Identity 1 (4): 273.
  •  Case Western Reserve University. Statistics. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2564, จาก https://case.edu/lgbt/safe-zone/statistics

editor

related post