Read

แค่การเรียนรู้ตลอดชีวิตยังไม่พอ แต่ต้องเท่าเทียมเหมือนประเทศเอสโตเนีย

แค่การเรียนรู้ตลอดชีวิตยังไม่พอ แต่ต้องเท่าเทียมเหมือนประเทศเอสโตเนีย

สาธารณรัฐเอสโตเนีย (Estonia) ตั้งอยู่ในภูมิภาคบอลติกบริเวณยุโรปเหนือ นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็นเป็นต้นมาเอสโตเนียก็เกิดการปฏิรูประบบเศรษฐกิจและระบบการศึกษาขนานใหญ่ การทุ่มเทความสนใจไปให้ภาคการศึกษาของเอสโตเนียสะท้อนถึงความสำเร็จในปี 2012 เมื่อคะแนนการสอบ PISA ของเอสโตเนียอยู่ที่อันดับต้นๆ ของยุโรป และเป็นอันดับที่ 11, 11 และ 6 ในด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ตามลำดับจากทุกประเทศทั่วโลก

หากนับจากการได้รับเอกราชเมื่อปี 1991 จึงเท่ากับว่าเอสโตเนียใช้เวลาพัฒนาระบบการศึกษาเพียง 21 ปีเท่านั้น จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นผลคะแนน PISA 2012 เป้าหมายของการศึกษาในเอสโตเนียมีไว้เพื่อตอบโจทย์การผลิตแรงงานที่มีทักษะสูง โดยเฉพาะทักษะด้านเทคโนโลยีซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่สร้างรายได้สูง

นับตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา ระบบการศึกษาของเอสโตเนียได้ลงทุนด้านโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาในแต่ละโรงเรียนและแต่ละพื้นที่เป็นอย่างมาก และในปี 2014 เอสโตเนียก็ได้กำหนดยุทธศาสตร์การศึกษาใหม่ขึ้นมา คือ ‘ยุทธศาสตร์การเรียนรู้ตลอดชีพ 2020’ (The Estonian Lifelong Learning Strategy 2020) เพื่อเป็นแนวทางในการปรับรูปแบบการศึกษาของระดับชั้นอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา และการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่ หัวใจสำคัญคือ การพยายามเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งที่ตลาดแรงงานในระดับชาติต้องการอีกด้วย

การเรียนรู้ตลอดชีพ คือ การเรียนรู้ที่ไม่จำกัดช่วงวัย แนวคิดสำคัญคือการมองว่าการเรียนรู้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องๆ ถึงแม้ว่าจะพ้นวัยของการเป็นนักเรียนนักศึกษาไปแล้วก็ตาม เนื่องจากแนวคิดนี้เชื่อในธรรมชาติของความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ โดยสามารถพัฒนาและทำให้เติบโตได้ผ่านกระบวนการทางการศึกษาที่เอื้อให้พลเมืองนำความอยากรู้อยากเห็นนี้มาพัฒนาให้โดดเด่นและยั่งยืนที่สุด จนสามารถทำให้พลเมืองที่พ้นจากวัยเรียนในสถานศึกษาและก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานแล้ว ยังสามารถที่จะพัฒนาขีดความสามารถของตนเองและสังคมโดยรวมต่อไปได้อย่างไม่จำกัด

ดังนั้นแล้วเมื่อเอสโตเนียต้องการที่จะมุ่งสร้างเศรษฐกิจที่อิงอยู่กับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปข้างหน้าเสมอ การเรียนรู้ตลอดชีพจึงกลายเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ตามบริบทของโลกสมัยใหม่เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จด้านการศึกษาของเอสโตเนียไม่ใช่เรื่องง่ายที่ประเทศอื่นจะสามารถนำไปปรับใช้กับระบบการศึกษาของตนเองได้เลยทันที เนื่องจากการสร้างเสริมทักษะการเรียนรู้ตลอดชีพของเอสโตเนียนั้นมีปัจจัยสำคัญที่รองรับระบบการศึกษาเอาไว้ นั่นก็คือ การจัดให้เกิดการเรียนรู้ในลักษณะนี้อย่างเสมอภาคกัน 

 

ยุทธศาสตร์การเรียนรู้ตลอดชีพด้วยความเสมอภาค

วิสัยทัศน์และเป้าหมายของยุทธศาสตร์การเรียนรู้ตลอดชีพ 2020 ของเอสโตเนีย มีหลักสำคัญ 5 ข้อ คือ 1) การปรับวิธีการสร้างการเรียนรู้ 2) การปรับแรงจูงใจในการสอนของครู 3) การปรับระบบการเรียนรู้ให้ตรงกับตลาดแรงงาน 4) การนำสื่อดิจิทัลมาใช้ในการเรียนการสอน และอีกปัจจัยสำคัญคือ 5) การสร้างโอกาสที่เสมอภาคในการศึกษา และเพิ่มการมีปฏิสัมพันธ์ในการเรียนรู้ตลอดชีพ

เป้าหมายของเอสโตเนียด้านการสร้างโอกาสที่เสมอภาคในการศึกษาและเพิ่มการมีปฏิสัมพันธ์ต่อการเรียนรู้ตลอดชีพนั้น กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนว่า สาธารณรัฐเอสโตเนียจะต้องให้หลักประกันได้ว่า ประชาชนทุกคนจะได้รับโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่เหมาะสมกับความสามารถของตนเองอย่างเสมอภาค ซึ่งการที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้นั้น กระทรวงการศึกษาและการวิจัยแห่งสาธารณรัฐเอสโตเนียได้ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนในแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวว่า การใช้จ่ายด้านงบประมาณของภาครัฐไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านงบประมาณของประเทศอื่นที่ประสบความสำเร็จด้านการศึกษา เพื่อตัดสินผลลัพธ์ของระบบการศึกษาได้ แต่การใช้จ่ายด้านการศึกษาของเอสโตเนียจะต้องจัดลำดับความสำคัญและต้องมีงบประมาณพิเศษที่ไม่เท่ากันตามแต่ความต้องการที่จำเป็นของแต่ละกลุ่มเป้าหมายด้วย 

วิธีการแรก ตามแผนยุทธศาสตร์นี้รัฐบาลท้องถิ่นต้องจัดให้มีศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลในจำนวนที่เหมาะสมกับพื้นที่ เป้าหมายคือการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองว่า เด็กจะมีความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเอสโตเนียอย่างน้อยเป็นเวลา 1 ปี ก่อนเริ่มต้นการเรียนในระดับประถมศึกษา การ

กระจายอำนาจไปให้รัฐบาลระดับท้องถิ่นนี้เองจะทำให้แต่ละชุมชนสามารถแก้ไขปัญหาของพื้นที่ตนเองได้ และได้ผลมากกว่าการผูกขาดอำนาจการตัดสินใจทางการศึกษาทั้งหมดเอาไว้ที่ส่วนกลาง 

วิธีการที่สอง คือ การพัฒนาหลักสูตรด้านการศึกษาของระดับชั้นมัธยมปลายและสายอาชีพให้มีคุณภาพที่สูงขึ้น เนื่องจากเอสโตเนียต้องการให้เกิดการแยกออกอย่างชัดเจนระหว่างการเรียนขั้นพื้นฐานกับการเรียนรู้ในระดับมัธยมปลายและสายอาชีพ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจึงระบุว่า ถึงแม้การศึกษาขั้นพื้นฐานในท้องถิ่นที่ใกล้บ้านของนักเรียนจะถูกรับประกันว่าต้องมีคุณภาพ แต่การศึกษาในระดับที่สูงขึ้นไปอย่างมัธยมปลายและสายอาชีพนั้น จะต้องใช้หลักสูตรที่เข้มข้นแบบเดียวกับในระดับชาติ ดังนั้นรัฐบาลท้องถิ่นจึงมีหน้าที่เสมือนการเตรียมความพร้อมของนักเรียนในแต่ละพื้นที่ให้มีรากฐานความรู้เพียงพอที่จะพัฒนาต่อไปในระดับที่สูงขึ้นจากเกณฑ์ตัวชี้วัดและหลักสูตรระดับประเทศ 

ยุทธศาสตร์การศึกษานี้จึงกำหนดให้รัฐต้องรับผิดชอบในการสร้างแผนการสนับสนุนด้านการเงิน เพื่อรับประกันคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับโรงเรียนท้องถิ่นใกล้บ้าน ขณะเดียวกัน การเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นไปอย่างมัธยมปลายและสายอาชีพ จำเป็นต้องมีทางเลือกที่หลากหลายให้แก่ครอบครัวของชาวเอสโตเนีย ด้วยวิธีการทั้งสองนี้จึงทำให้เอสโตเนียสามารถสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติได้อย่างเสมอภาค 

 

4 เสาหลักขับเคลื่อนการศึกษา

จากบันทึกรายประเทศขององค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD (2020) ระบุเอาไว้ว่า เอสโตเนียมีอัตราของเด็กอายุมากกว่า 1 ปีที่ได้เข้ารับการศึกษาและการดูแลสำหรับเด็กปฐมวัย หรือ Early Childhood Education and Care (ECEC) ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD โดยสัดส่วนระหว่างนักเรียนต่อครูในเอสโตเนียอยู่ที่ 8:1 ซึ่งแตกต่างจากสัดส่วนมาตรฐานในหัวข้อเดียวกันของประเทศในกลุ่มสมาชิก OECD ที่อยู่ในอัตรา 12:1 อีกด้วย หากมองจากตัวเลขเหล่านี้แล้วจะเห็นได้ว่า เอสโตเนียมีการเปิดกว้างทางการศึกษาอย่างเสมอภาคมากกว่าอีกหลายประเทศ ขณะเดียวกันก็สามารถรักษามาตรฐานในการจัดการเรียนการสอนเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

ความสำเร็จของการพัฒนาระบบการศึกษาของเอสโตเนียทั้งหมดนั้นเป็นผลมาจากหลายองค์ประกอบ อาทิ บทบัญญัติการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาระดับมัธยมปลาย ปี 2010 (Amendments to the Basic and Upper Secondary School Act) บทบัญญัติสถาบันการศึกษาก่อนวัยเรียน ปี 2014 (Amendments to the Pre-school Child Care Institutions Act) โครงการความร่วมมือระหว่างตลาดแรงงานและภาคการศึกษา ปี 2015 (Labour Market and Education Cooperation Programme) และยุทธศาสตร์การศึกษาตลอดชีพของชาวเอสโตเนีย (The Estonian Lifelong Learning Strategy 2020) ที่ออกในปี 2014 

ทั้งหมดนี้คือ 4 เสาหลักในการพัฒนาการศึกษาของเอสโตเนียให้เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วจากประเทศเล็กๆ ที่เพิ่งได้รับเอกราชหลังจบสงครามเย็น การพัฒนาระบบการศึกษาอย่างใส่ใจดังกล่าวจึงมีผลไปสู่ภาคเศรษฐกิจและเทคโนโลยี พร้อมทั้งยังเปิดโอกาสให้การพัฒนาแนวทางการศึกษาแผนใหม่หลังปี 2020 สามารถดำเนินการได้ง่ายขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาที่วางรากฐานไว้อย่างมั่นคงแล้วอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เอสโตเนียยังมีช่องว่างทางการศึกษาที่ยังไม่สามารถปิดได้อยู่บ้าง อย่างเช่นการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนผู้อพยพมาจากรัสเซียและยังคงใช้ภาษารัสเซียในชีวิตประจำวันนั้น มักจะมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ด้อยกว่านักเรียนที่พูดภาษาเอสโตเนีย ซึ่งจะส่งผลต่อไปเป็นปัญหาด้านโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาต่อไปอีกด้วย ทำให้รัฐบาลเอสโตเนียและนักการศึกษาหลายกลุ่มเริ่มหันมาสนใจมิติความแตกต่างระหว่างภาษาหรือชาติพันธุ์ ว่าจะทำอย่างไรให้นักเรียนที่มีพื้นฐานแตกต่างกันเหล่านี้สามารถพัฒนาการเรียนรู้ไปด้วยกันได้มากขึ้นต่อไป

 

ทิศทางการเรียนรู้ตลอดชีพในทวีปยุโรป

เอสโตเนียเป็นเพียงแค่หนึ่งในตัวอย่างของประเทศที่เล็งเห็นความสำคัญของการเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีพ และการสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาผ่านนโยบายที่แยกการศึกษาออกเป็นระดับพื้นที่และระดับชาติอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสถานการณ์โลกในปัจจุบัน แผนการเรียนรู้ตลอดชีพถูกบรรจุไว้ในระดับนโยบายของหลายประเทศและหลายองค์กรนานาชาติ เนื่องจากมีผลแปรผันโดยตรงกับการพัฒนาเศรษฐกิจระดับชาติ 

การสร้างการเรียนรู้ตลอดชีพถูกยกขึ้นเป็นเป้าหมายของสภาแห่งยุโรปในปี 2010 ด้านการศึกษาและยุทธศาสตร์การอบรม 2020 (EU 2020 Education and Training Strategy) เนื่องจากชาติในยุโรปมองว่าการเรียนรู้ตลอดชีพจะช่วยลดช่องว่างระหว่างผลการศึกษากับสถานะทางสังคมเศรษฐกิจได้ 

ในมุมมองของประเทศยุโรปแล้ว ชีลา ริดเดลล์, จอร์จ มาร์คโควิทช์ และ เอลิซาเบท วีดอน (Sheila Riddell, Jörg Markowitsch และ Elisabet Weedon, 2012) กล่าวเอาไว้ในหนังสือ Lifelong Learning in Europe: Equity and Efficiency in the Balance ว่า ชาวยุโรปมองการเรียนรู้ตลอดชีพในฐานะการเติมเต็มช่องว่างสำคัญของสังคม ประการแรก คือ มองว่าเป็นวิธีผลิตทุนมนุษย์ที่มีความสำคัญ ทำให้มนุษย์ในระดับปัจเจกสามารถพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันและเรียนรู้สิ่งใหม่ที่สูงขึ้นได้ ประการที่สอง เป็นวิธีผลิตทุนทางสังคมที่สำคัญ เนื่องจากเป็นการดึงให้ปัจเจกจากแต่ละภาคส่วนมาเจอกันได้ง่ายขึ้น เกิดการแลกเปลี่ยนทัศนะและความรู้ รวมไปถึงช่วยให้เกิดความกลมเกลียวกันในด้านอัตลักษณ์ ประการสุดท้าย คือ การดำรงจารีตทางการศึกษาของชาวยุโรปที่ดำรงมาอย่างยาวนาน เช่น จารีตโบราณที่นักเรียนศึกษาหาความรู้เพื่อความรู้ในตัวมันเองไม่ใช่สิ่งอื่นหรือเป็นแค่ทางผ่าน และระหว่างการศึกษานั้นเองก็จะทำให้ปัจเจกเติบโตขึ้นพอที่จะสร้างสังคมที่ดีต่อไป ริดเดลล์และคณะ ยังระบุอีกว่า ลักษณะการเรียนรู้เช่นนี้พบได้ในหลายมหาวิทยาลัยเก่าแก่ทั่วยุโรป

การเรียนรู้ตลอดชีพมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่เฉพาะในประเทศที่มีรายได้สูงหรือประเทศอุตสาหกรรมหนักเท่านั้น ซึ่งเด็กจำนวนมากที่เข้าเรียนระดับชั้นประถมศึกษาในปี 2018 จะต้องทำงานในอาชีพที่ขณะนี้ยังไม่เกิดขึ้น แม้ว่าจะเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางหรือระดับต่ำก็ตาม เนื่องจากพัฒนาการทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมจะสร้างอาชีพใหม่ๆ ขึ้นมาเสมอ การพัฒนาทุนมนุษย์ให้พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ในช่วงวัยเรียนจึงกลายเป็นความจำเป็นของทุกประเทศทั่วโลก 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ประเทศอินเดียมีโปรแกรมเมอร์ทั้งหมดประมาณ 4 ล้านคน หรือยูกันดาที่มีเกษตรกรออร์แกนิคทั้งหมด 4 แสนคน และจีนซึ่งมีนักจัดการข้อมูล 1 แสนคน อาชีพเหล่านี้เพิ่งเกิดใหม่ได้ไม่เกิน 3 ทศวรรษ และทุกประเทศทั่วโลกต่างก็กำลังพัฒนาวิสัยทัศน์ที่จะเตรียมความพร้อมของประชากรตนเองสำหรับความเป็นไปได้ในอีก 3 ทศวรรษต่อจากนี้หรือต่อๆ ไป

สุดท้ายการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างเสมอภาคเช่นเดียวกับที่เอสโตเนียเคยทำมาแล้ว ดูจะเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล ไม่ว่าจะนำไปใช้กับบริบทประเทศใดก็ตาม การพัฒนาบุคคลให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้ จะช่วยสร้างสังคมที่เข้มแข็งและขับเคลื่อนไปข้างหน้า ขณะเดียวกัน รากฐานสำคัญอย่างนโยบายรับประกันคุณภาพการศึกษาและความช่วยเหลือจากภาครัฐตามสัดส่วนที่เหมาะสมนั้น ก็จะทำให้ทุกคนในสังคมสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างพร้อมเพรียงกัน ปลดล็อคศักยภาพของมนุษย์และทำลายกำแพงที่ขวางกั้นการเรียนรู้ด้วยการศึกษาตลอดชีพอย่างยั่งยืน

ที่มา:

editor

related post