Read

‘สงคราม ความรุนแรง ปากท้อง และโรคระบาด’ การศึกษาไม่อาจรอได้

‘สงคราม ความรุนแรง ปากท้อง และโรคระบาด’ การศึกษาไม่อาจรอได้

การศึกษาไม่อาจรอให้สงคราม ภัยพิบัติ โรคระบาด ความขัดแย้ง กระทั่งวิกฤติการเมืองจบลงได้ เพราะในทุกวินาทีที่เด็กนักเรียนทั่วโลกถูกปิดกั้นการเรียนรู้ นั่นคือความสูญเสียอันใหญ่หลวงที่ไม่อาจประเมินค่า

ยิ่งในปัจจุบันที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์วิกฤติ COVID-19 ที่การรักษาชีวิตให้ปลอดภัยคือสิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึง ส่งผลให้โรงเรียนถูกปิด นักเรียนต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน ทว่านี่คือจุดที่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาทะยานตัวขึ้นสูงสุด โดยเฉพาะกับเด็กนักเรียนที่อาศัยอยู่ในประเทศสงคราม เช่น อัฟกานิสถาน เยเมน อิรัก สาธารณรัฐแอฟริกัน ซาเฮล สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และโรฮิงญา ผู้ลี้ภัยพลัดถิ่นในบังคลาเทศ ที่ต้องเผชิญวิกฤติรอบด้าน ตั้งแต่เรื่องปากท้องไปจนถึงความรุนแรง การกดขี่ข่มเหง และโรคระบาด

Yasmine Sheri
Yasmine Sherif

แยสมิน เชริฟ (Yasmine Sherif) ผู้อำนวยการกองทุนโลกเพื่อการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน (Education Cannot Wait) ได้ฉายภาพผลกระทบจาก COVID-19 ของเด็กและเยาวชนในแถบพื้นที่แอฟริกา โดยเธอได้เผยตัวเลขจากรายงานของ The Malala Fund ว่าสถานการณ์การระบาดในครั้งนี้ ส่งผลให้เด็กว่า 75 ล้านคน เข้าไม่ถึงระบบการศึกษา

“การปิดโรงเรียนเพราะ COVID-19 ทำให้มีการแบ่งแยกในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่เท่าเทียม เด็กในประเทศร่ำรวยสามารถเรียนหนังสือออนไลน์ได้อย่างสะดวก ขณะที่เด็กในประเทศยากจนหรือในพื้นที่สงครามความขัดแย้ง ไม่สามารถเรียนหนังสือได้ และเสี่ยงตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ การใช้แรงงานในเด็ก การบังคับแต่งงานและถูกล่วงละเมิด

มากไปกว่านั้น เมื่อเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาไปแล้ว มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้แม้สถานการณ์โรคระบาดจะทุเลาลงแล้วก็ตาม

“ปัจจุบันในหลายๆ ประเทศยังไม่มีโครงสร้างด้านไอที ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเรียนการสอนออนไลน์ หรือการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ พวกเขาอาจไม่มีแม้แต่วิทยุหรือโทรทัศน์ พื้นที่ส่วนใหญ่ของอัฟกานิสถานไม่มีกระทั่งไฟฟ้าใช้ สาธารณรัฐแอฟริกาส่วนใหญ่ก็ไม่มีไฟฟ้าหรือโครงสร้างพื้นฐาน”

ที่ชัดเจนที่สุด COVID-19 ได้แสดงให้เราเห็นถึงความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคม เชริฟชี้ให้เราเห็นอย่างง่ายๆ นั่นคือ ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสวีเดน เด็กๆ สามารถเรียนออนไลน์จากที่บ้านได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ทว่าในอีกฟากอย่างไนจีเรียและซูดานใต้ ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้

“การพัฒนาที่แตกต่างกันมากอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งถ่างกว้างและแย่ลงไปอีก เพราะฟากหนึ่งของโลกเรียนออนไลน์ได้ แต่อีกฟากไม่สามารถทำได้ รวมถึงความยากจนที่เป็นอยู่”

ในอีกทวีปอย่างแถบพื้นที่แอฟริกา โรคระบาดนำมาซึ่งสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ เด็กจำนวนมหาศาลต้องหยุดเรียน โดยในกลุ่มเด็กเหล่านั้น ‘เด็กผู้หญิง’ จำนวนมากถูกบังคับให้แต่งงานก่อนวัย เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินเป็นค่าตอบแทน หรือเด็กผู้หญิงอายุ 8-9 ขวบ ถูกบังคับให้ทำงานหาเงิน สภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้กำลังดึงดูดเด็กเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์ ค้าประเวณี และเข้าสู่ภาวะตั้งครรภ์ในวัยเด็ก ซึ่งจากการสำรวจพบว่า เด็กอายุเพียง 11-12 ปี ต้องกลายเป็นแม่และเลี้ยงดูบุตรด้วยตัวเอง

“สำหรับเรา การศึกษาคือรากฐานในการพัฒนาชีวิตที่ดี ถ้าไม่มีการศึกษา เราจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ เราจึงต้องลงทุนในการฟื้นฟูจิตใจและจิตวิญญาณของมนุษย์และคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ต้องทุกข์ทรมานนอกเหนือจากความขัดแย้งและวิกฤติ COVID-19 เพราะพวกเขาเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความรุนแรงและไม่มีการป้องกันที่เด็กควรได้รับ เราต้องเริ่มลดจำนวนเด็กที่ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง ถ้าเราทำไม่ได้ ปัญหาใหญ่จะตามมา”

การศึกษาไม่ใช่เพียงการให้ความรู้แก่เด็กหรือมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น แต่การศึกษาคือความหวัง และเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ผู้คนสามารถยืนหยัดต่อสู้กับความทุกข์ยากได้ และเป็นเครื่องมือที่จะทำให้พลเมืองได้มาซึ่งอำนาจในการเป็นมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพของสังคม

“แทนที่จะหันไปลงทุนในด้านเสถียรภาพความมั่นคงทางการทหาร เพื่อการทำสงครามขจัดความขัดแย้ง เราควรหันมาลงทุนในมนุษย์ เพราะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากกว่าและมีมนุษยธรรมมากกว่า” แยสมิน เชริฟ กล่าวทิ้งท้าย

เอลิซ อัลไบรท์ (Alice Albright) ผู้จัดการกองทุนการศึกษาโลก (Global Partnership for Education: GPE) เปิดเผยข้อมูลจากการติดตามการศึกษาทั่วโลกในปี 2020 พบว่า ประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง เยาวชนจากครัวเรือนที่ร่ำรวยที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์ มีโอกาสที่จะได้เรียนถึงชั้นมัธยมสูงกว่าเยาวชนที่ยากจนกว่าถึง 3 เท่า และเด็กที่ยากจนมีแนวโน้มขาดสารอาหารมากกว่าถึง 2 เท่า สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก

Alice Albright

มากกว่านั้น เด็กที่มีความพิการจะมีโอกาสน้อยที่จะได้เข้าโรงเรียนหรือเข้าเรียนถึงระดับมัธยมศึกษา เพราะสังคมขาดความเข้าใจในความต้องการของคนกลุ่มนี้ ขาดการสนับสนุนทรัพยากรที่เหมาะสม นั่นทำให้พวกเขาล้าหลังกว่าเพื่อนๆ ในการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานเสมอ

“COVID-19 ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงและก่อให้เกิดวิกฤติการเรียนรู้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่ทั้งโลกอยู่ในสภาวะล็อคดาวน์ เพื่อชะลอการแพร่กระจายของโรค เด็กจำนวน 1.6 พันล้านคน ถูกระงับการเรียน มากกว่าครึ่งอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา

“การปิดโรงเรียนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการรักษาชีวิต แต่การที่เด็กต้องหยุดเรียนกลับเป็นรายจ่ายที่สูงขึ้น การปิดโรงเรียนก่อให้เกิดความท้าทายอย่างใหญ่หลวงต่อความเสมอภาค ก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมจากการเลือกปฏิบัติที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และผลักดันให้เด็กออกจากระบบการศึกษา”

อัลไบรท์ยกตัวอย่างย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน กับเหตุการณ์การระบาดของไวรัสอีโบลา (Ebola) ในแอฟริกาตะวันตก วิกฤติครั้งนั้นส่งผลให้โรงเรียนต้องปิดตัวลงเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ ทำให้เด็กผู้หญิงจำนวนมากต้องตกอยู่ในชะตากรรมจากความรุนแรงทางเพศ การแต่งงาน ท้องก่อนวัย ความรุนแรงในครอบครัว และการใช้แรงงานเด็ก

“เด็กหลายคนไม่สามารถกลับเข้าไปในโรงเรียนได้อีก ซึ่งถ้าเราเห็นอัตราการออกจากโรงเรียนกลางคันจากสถานการณ์ COVID-19 เช่นเดียวกับเมื่อครั้งเกิดอีโบลา มีการประเมินว่า เด็กผู้หญิงวัยมัธยมราว 10 ล้านคน จะไม่สามารถกลับไปโรงเรียนได้หลังจากโรคระบาดสงบลง”

สอดคล้องกับตัวเลขผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤติ COVID-19 ในปี 2020 เอลิซ อัลไบรท์ ได้ชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงไว้ว่า “เศรษฐกิจโลกคาดว่าจะหดตัวอย่างรุนแรงถึง 5.2 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2020 ถือเป็นภาวะที่ถดถอยที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 กระทบผู้คนและเด็กมากกว่า 70 ล้านชีวิต ที่มีแนวโน้มว่าจะถูกผลักไปสู่ความยากจน”

อัลไบรท์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘หายนะ’ เพราะการที่ธุรกิจเกิดใหม่และเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาถูกคาดการณ์ว่าจะหดตัว 2.5 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึงรายรับของรัฐบาลที่จะลดลง และงบประมาณด้านการศึกษาก็จะเผชิญกับสถานการณ์เช่นเดียวกัน

“ผู้ปกครองอาจต้องเลือกว่าจะส่งลูกคนไหนไปโรงเรียน และกลุ่มที่เปราะบางเช่นเด็กผู้หญิงและเด็กพิการก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ท้ายที่สุดจะมีผลกระทบอย่างมากต่อการสูญเสียรายได้ รายได้จะหายไปทุกครั้งที่เด็กออกจากโรงเรียน การสูญเสียโอกาสทางการเรียนรู้ การสูญเสียศักยภาพในการหารายได้ตลอดชีวิต

แน่นอนว่า การมุ่งไปยังด้านสุขภาพในสถานการณ์การระบาดนั้นเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน ทว่าอีกด้านหนึ่ง การลงทุนด้านการศึกษาในสภาวะเช่นนี้ก็จำเป็นไม่แพ้กัน เพราะการศึกษาจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการ COVID-19 ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว

“ลองมองย้อนคิดถึงโรงเรียนกันสักนิด โรงเรียนเป็นสถาบันที่เข้าถึงชุมชนได้มากที่สุดของประเทศ โรงเรียนมีความสำคัญทางสังคม เช่น โภชนาการและความมั่นคงด้านอาหาร โรงเรียนเผยแพร่ข้อความด้านสุขภาพและสนับสนุนการรณรงค์ด้านสาธารณสุข เช่น การล้างมือ สวมหน้ากาก การแจกจ่ายวัคซีน

“ส่วนในระยะยาว การศึกษามีส่วนช่วยสร้างความมั่นคงทางสังคม และมอบโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นสำหรับนักเรียน นี่เป็นทางออกเดียวที่ยั่งยืนจากวิกฤติ เศรษฐกิจ”

อัลไบรท์ทิ้งท้ายโดยการกล่าวถึงการตอบสนองต่อโรคระบาด ผ่านการทำงานของกองทุนการศึกษาโลก (GPE) 4 ข้อหลักๆ ด้วยกันคือ

  1. การเรียนรู้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่ด้อยโอกาส
  2. การช่วยเหลือสนับสนุนครู
  3. การเปิดโรงเรียนอย่างปลอดภัย
  4. เสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบการศึกษา

อัลไบรท์มุ่งเน้นไปที่ความท้าทายในการการตอบสนองต่อวิกฤติครั้งนี้ผ่านเครื่องมือสำคัญที่ชื่อว่า ‘การศึกษา’ ที่เราต่างต้องคำนึงและลงมือทำอย่างรวดเร็ว เธอมองว่าการจะเอาชนะ COVID-19 ครั้งนี้ได้ อาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาทั้งระบบให้ครอบคลุมและยืดหยุ่นต่อผู้เรียนอย่างแท้จริง

speaker

speaker