Read

ห้องเรียน เวลา ครูผู้แข็งแกร่ง และเด็กที่มี Growth Mindset คือกุญแจสู่ความเสมอภาคทางการศึกษา

ห้องเรียน เวลา ครูผู้แข็งแกร่ง และเด็กที่มี Growth Mindset คือกุญแจสู่ความเสมอภาคทางการศึกษา

COVID-19 นอกจากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้ว หลายฝ่ายมองว่ายิ่งเป็นการย้ำซ้ำแผลเดิมคือ ‘ความไม่เท่าเทียมทางสังคม’ ให้สาหัสขึ้นไปอีก 

อันเดรียส ชไลเชอร์ (Andreas Schleicher) ผู้อำนวยการด้านทักษะและการศึกษา ที่ปรึกษาพิเศษด้านนโยบายการศึกษาต่อเลขาธิการองค์การ OECD ผู้ริเริ่มการทดสอบ PISA โครงการประเมินสมรรถนะนักเรียนระดับนานาชาติ ชี้ว่า ความเสมอภาคโดยเฉพาะด้านการศึกษา ต้องมองหลายมิติ 

มิติแรก ความเสมอภาคทางการเงินและทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนทุกคนจะมีช่องทางเข้าถึงปัจจัยเบื้องต้นที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ 

“การสร้างความเสมอภาค ต้องลดความเชื่อมโยงระหว่างภูมิหลังทางสังคมกับทรัพยากรที่ได้รับ เช่น งบประมาณ สาธารณูปโภคต่างๆ ให้น้อยลง เพื่อให้มั่นใจว่าเราสามารถดึงดูดครูที่มีความสามารถมากที่สุดมาอยู่ในห้องเรียนที่ท้าทายที่สุดหรืออีกนัยหนึ่งคือห้องเรียนที่มีความพร้อมน้อยที่สุด และเพื่อแน่ใจว่านักเรียนทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาชั้นเลิศ เราต้องดูผลลัพธ์รวมถึงความหลากหลายในผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนและโรงเรียน”​ คือหัวใจสำคัญที่ชไลเชอร์อภิปรายใน การประชุมนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา: ปวงชนเพื่อการศึกษา (The International Conference on Equitable Education: All for Education) ระหว่างวันที่ 10-11 กรกฎาคม 2563

ที่สำคัญ ชไลเชอร์ย้ำว่า ต้องลดความเชื่อมโยงระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษากับภูมิหลังทางสังคมกับนักเรียนและโรงเรียน 

ยกตัวอย่าง ผลการสอบ PISA หลายประเทศรวมถึงไทย มีสัดส่วนของเด็กที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามาตรฐานขั้นพื้นฐาน ทั้งด้านการอ่านและคณิตศาสตร์

“แน่นอนว่ายังมีเด็กที่ทำได้ดีเช่นกัน แต่ถ้าดูจากการกระจายตัวของระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาจะเห็นได้ว่า แม้ในระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างยุโรปไปจนถึงประเทศจีน เอสโตเนีย และสิงคโปร์ ก็ยังมีเยาวชนจำนวนมากตกหล่นจากระบบการศึกษา” 

ผลลัพธ์ที่หลากหลายนี้แสดงให้เห็นอะไร

ชไลเชอร์บอกว่า นี่คือความท้าทายสำหรับทุกคนในการพาให้เด็กๆ ไปถึง PISA ระดับ 2 ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด เพราะแสดงให้เห็นว่านักเรียนได้รับการฝึกฝนด้านการอ่านอย่างแข็งแรง จนสามารถใช้ทักษะการอ่านเพื่อเรียนหนังสือต่อไปได้

“ลองจินตนาการดูว่า ถ้าเป้าหมายนั้นเป็นจริง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะตามมาในระยะยาว เช่น ประเทศไทยที่จะได้มากกว่า 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า 4 เท่าของขนาดเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน 

“แต่ถ้าทำไม่ได้ นั่นคือค่าเสียโอกาสที่สูงลิ่วสำหรับระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพต่ำ ดังนั้นการทำให้เยาวชนทุกคนมีทักษะพื้นฐานที่แข็งแกร่ง คือความเสมอภาคในผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา” 

ภูมิศาสตร์

ภูมิศาสตร์ คือหนึ่งในปัจจัยของความเสมอภาคด้านผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ยกตัวอย่าง ประเทศฟินแลนด์ มีความแตกต่างทางผลสัมฤทธิ์ระหว่างโรงเรียนเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ 

ฟินแลนด์และกลุ่มประเทศที่เชี่ยวชาญด้านการจัดสรรทรัพยากรให้ตรงกับความต้องการของประชาชน ยึดแนวความคิดว่า “โรงเรียนที่ใกล้ที่สุดเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดแทบจะเสมอไป” เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองว่า ไม่จำเป็นต้องมีความกังวลในการเลือกโรงเรียนให้ลูกจนเกินไป 

ขณะที่ อิสราเอล เลบานอน เนเธอร์แลนด์ โรงเรียนจะมีความหลากหลายในคุณภาพการจัดการเรียนการสอนค่อนข้างสูง โรงเรียนจึงมีผลกระทบต่อคุณภาพการเรียนรู้เป็นอย่างมาก 

แต่ประเทศไทยที่อยู่อันดับกลางๆ ด้านคุณภาพการจัดการเรียนการสอน ความท้าทายอยู่ที่จะทำอย่างไรให้โรงเรียนใกล้บ้านเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุด เพราะถ้าทำได้ ปัญหามากมายในการศึกษาจะค่อยๆ หมดไป 

รวย-จน ภูมิหลังทางสังคม

ปัจจัยต่อมาคือ การรับประกันว่าคุณภาพการเรียนรู้ที่เด็กๆ ได้รับ จะไม่สัมพันธ์กับภูมิหลังทางสังคม เช่น เศรษฐานะ ทำเลที่ตั้งของบ้าน ฯลฯ 

จากการสำรวจของ OECD เรื่องผลการเรียนรู้แบบแบ่งตามภูมิหลังทางสังคม พบว่า ในหลายประเทศที่ช่องว่างทางภูมิหลังครอบครัวค่อนข้างกว้าง เช่น ความเหลื่อมล้ำด้านต่างๆ ผลลัพธ์ทางการศึกษาของเด็กๆ มักห่างกันมาก ระหว่างครอบครัวคนรวยและครอบครัวผู้ด้อยโอกาส 

“แต่สิ่งที่อยากให้เห็นคือ บางประเทศ แม้แต่เด็กที่ยากไร้ก็ทำได้ดีมากเช่นกัน” 

ยกตัวอย่าง 10 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนด้อยโอกาส จาก 4 ปริมณฑลของจีน สิงคโปร์ เอสโตเนีย ฮ่องกง สามารถทำได้ดีเหมือนกับนักเรียนทั่วไปในหลายๆ ประเทศ และบางครั้งทำได้ดีกว่าเด็กในครอบครัวร่ำรวยในบางประเทศเสียอีก 

“แสดงให้เห็นว่าความยากจนหรือโชคชะตา ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญเสมอไป เด็กๆ สามารถทำได้ดีแม้มาจากครอบครัวยากจน” 

นอกจากภูมิศาสตร์และภูมิหลัง อีกปัจจัยที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ ครู 

“ถ้าถามว่าเบื้องหลังความสำเร็จของระบบการศึกษาที่ดีที่สุดคืออะไร คนมักจะตอบว่าคือวิชาชีพครูที่แข็งแรง และความก้าวหน้าในการจัดการความด้อยโอกาสทางสังคม ถ้าหากว่าคุณเป็นครูในโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพในเซี่ยงไฮ้ และคุณต้องการจะเป็นครูใหญ่ ระบบการศึกษาจะบอกคุณว่ามันเป็นความใฝ่ฝันที่ทำได้” 

แต่ก่อนจะไปถึงความฝันนั้น ชไลเชอร์ชวนกลับมามองการแก้ปัญหาโรงเรียนที่ขาดประสิทธิภาพและพัฒนาห้องเรียนให้ดีขึ้น 

“มันเป็นระบบที่พยายามจัดสรรการสอนที่ดีเพื่อต่อสู้กับความยากลำบาก และนั่นก็เป็นวิธีที่ดีเพื่อการต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำ” 

ถ้าเด็กคนหนึ่งมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย เขาจะมีประตูแห่งโอกาสที่เปิดกว้าง และถึงแม้ว่าเด็กคนนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จในโรงเรียน เขาก็ยังจะสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตด้านอื่นๆ ได้ 

แต่ถ้าเด็กคนนั้นมาจากครอบครัวยากไร้ เขาจะมีแค่โอกาสเดียวในชีวิต นั่นคือ ครูที่ดีและโรงเรียนที่ดี 

ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการศึกษา  การกระจายทรัพยากรที่ตรงตามความต้องการ การจัดสรรจำนวนของครูและห้องเรียน รวมถึงโรงเรียนที่พวกเขาสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ 

จึงนำไปสู่ปัจจัยสำคัญประการต่อมาคือ ประเด็นการเปลี่ยนแปลง การเงิน และทรัพยากรมนุษย์

“บางประเทศที่ไม่ได้ร่ำรวยมาก ความมั่งคั่งจะเป็นเครื่องบ่งชี้สำคัญของผลลัพธ์ทางการศึกษา แต่หลายประเทศที่เริ่มจะร่ำรวยขึ้น เงินและความมั่งคั่งจะเป็นเครื่องบ่งชี้ที่มีความสำคัญน้อยลงในการทำนายคุณภาพการศึกษา เพราะสิ่งสำคัญมากกว่าคือ วิธีการลงทุนและการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการศึกษา” 

ขนาดห้องเรียน 

ปัจจัยเรื่องขนาดของห้องเรียน ดูเหมือนไม่เกี่ยว แต่จริงๆ เป็นส่วนสำคัญมาก

เปรียบเทียบสหรัฐอเมริกากับจีน สองประเทศนี้มีอัตราครูและนักเรียนใกล้เคียงกัน มีการลงทุนด้านการศึกษาอย่างกว้างขวางพอๆ กัน และมีจำนวนอาจารย์ให้แก่นักเรียนทุกๆ ร้อยคน ในอัตราส่วนที่เท่าๆ กัน 

ต่างกันตรงห้องเรียนในสหรัฐจะเล็ก ส่วนจีนห้องเรียนจะใหญ่มาก 

“เรามักพูดว่าห้องเรียนเล็กดีกว่าสำหรับครู นักเรียน แต่ก็มีราคาที่ต้องจ่าย นั่นคือ ครูในสหรัฐแทบไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลยนอกจากการสอนในห้องเรียน เพราะต้องวิ่งจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่งเพื่อสอน เพราะห้องเรียนเล็ก” 

“แต่ในจีน ครูสอนแค่ครึ่งเดียวของเวลาของครูในสหรัฐ​ ครูยังมีเวลาทำงานช่วยเหลือนักเรียนรายบุคคลนอกห้องเรียนได้ ครูดูแลนักเรียนด้อยโอกาสได้ สามารถติดต่อครอบครัวนักเรียนได้ และสามารถร่วมงานกับครูคนอื่นๆ รวมถึงสามารถทำการศึกษาวิจัยในประเด็นที่สนใจได้”​

ชไลเชอร์อธิบายเพิ่มว่า ถึงแม้ครูในจีนจะมีห้องเรียนขนาดใหญ่กว่า แต่ก็มีเนื้องานที่น่าสนใจ คอยกระตุ้นความคิดได้มากกว่าโดยที่ยังมีเวลาเหลือ ไม่เพียงเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาวิชาที่สอน แต่สามารถใช้เวลาทำความเข้าใจวิธีการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคนด้วย 

“พวกเขาเลยได้รู้จักทั้งวิชาและนักเรียนของตัวเอง และนี่คืออีกมิติสำคัญของความเสมอภาคทางการศึกษา”​ 

เพราะการศึกษาไม่ใช่แค่การทำธุรกรรม นักเรียนไม่ใช่ผู้บริโภค และครูไม่ใช่เป็นผู้เผยแพร่ความรู้ แต่ทั้งหมดคือประสบการณ์เชิงสัมพันธ์ 

หันกลับมามองที่ห้องเรียนไทย จากการจัดอันดับขนาดห้องเรียนไทยอยู่ในลำดับกลาง ทั้งในแง่ขนาดและศักยภาพ แต่ก็มีความพยายามจัดสรรให้สมดุลกัน ทั้งหมดนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ตัวเงินที่ลงทุนไป แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการลงทุนในการศึกษา และการจัดลำดับความสำคัญของทรัพยากร 

“ถ้าคุณต้องตัดสินใจระหว่างครูที่ดีกว่า กับห้องเรียนที่เล็กกว่า เลือกครูที่ดีกว่าเถอะครับ” ชไลเชอร์ชี้

ปริมาณเวลา

บ่อยครั้งที่เรามักเชื่อมโยงผลลัพธ์ทางการเรียนรู้ที่ดีขึ้นกับเวลาเรียนที่มากขึ้น ซึ่งไม่เป็นจริงเสมอไป

ยกตัวอย่าง นักเรียนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ใช้เวลาในการเรียนเกือบ 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เปรียบเทียบกับฟินแลนด์ที่ใช้เวลาเรียนน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง 

“แต่ถ้าดูประสิทธิผล นักเรียนฟินแลนด์ได้เรียนรู้มากกว่าในระยะเวลาสั้นกว่า ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นักเรียนใช้เวลาเยอะ แต่เรียนรู้น้อย เพราะฉะนั้นความเท่าเทียมจึงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเวลา แต่เป็นเรื่องของวิธีที่ใช้ในการเรียนรู้ และผลลัพธ์แห่งการเรียนรู้มักจะเป็นผลจากปริมาณและคุณภาพของประสบการณ์แห่งการเรียนรู้” 

เวลาที่นักเรียนใช้ในการเรียนรู้ สีฟ้า-ในห้องเรียน และ สีเหลือง-นอกห้องเรียน

ประเทศไทยก็เช่นกัน ความท้าทายไม่ได้อยู่แค่เรื่องการเพิ่มปริมาณ แต่เป็นความท้าทายเรื่องของการจัดสรรเวลาเพื่อพัฒนาคุณภาพในประสบการณ์แห่งการเรียนรู้ ให้นักเรียนด้อยโอกาสมีโอกาสได้เจอหลักสูตรที่ดีกว่าและครูที่ดีกว่า 

“แก่นสำคัญของความเสมอภาคทางการศึกษาคือ การทำให้แน่ใจว่าเด็กที่มีความต้องการสูงที่สุดจะได้รับการเข้าถึงทรัพยากรที่ดีที่สุด มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ทำได้ มีไม่กี่ประเทศที่มีครูที่เก่งที่สุด คอยสอนเด็กที่เข้าถึงยากที่สุด และจัดหาสื่อการสอนที่ดีที่สุดเพื่อเข้าถึงนักเรียนที่ต้องการมากที

เงินไม่สำคัญเท่า Growth Mindset 

เงินไม่ใช่คำตอบทั้งหมดสำหรับคุณภาพของระบบการศึกษา เพราะสิ่งสำคัญกว่าคือการมีทัศคติเพื่อการเจริญเติบโตทางสติปัญญา หรือ growth mindset ของนักเรียน

ยกตัวอย่างประเทศในกลุ่ม OECD อย่างเอสโตเนีย ซึ่งเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่เชื่อมั่นว่าความสำเร็จทางการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องภูมิหลังทางสังคม ไม่ใช่ความฉลาด รูปร่าง แต่ความสำเร็จมาจากความพยายาม

“เคยถามนักเรียนว่า อะไรทำให้เชื่อว่าจะประสบความสำเร็จทางคณิตศาสตร์ได้ นักเรียนเอสโตเนีย 9 ใน 10 ตอบว่า คือการทำงานหนัก การลงทุน เวลา และครู ถ้าครูช่วยเรา เราก็จะประสบความสำเร็จ”​

ขณะที่ถามคำถามเดียวกันกับเด็กอินโดนีเซีย เด็กส่วนใหญ่ตอบว่า ตัวเองก็ไม่ได้เก่งคณิตศาสตร์ขนาดนั้น ควรจะเรียนอย่างอื่นมากกว่า ซึ่งเป็นคำตอบคล้ายๆ กับประเทศไทย 

“เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะพัฒนาความเท่าเทียมทั้งทางด้านการศึกษาและคุณภาพการศึกษา เราจะไม่แค่เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม แต่จะเปลี่ยนกระบวนการทางความคิดเดิมที่คิดว่าความสำเร็จเป็นสิ่งที่ควรได้รับ โดยให้คิดว่ามันคือส่วนหนึ่งของการลงทุนเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมต่อการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการสอน และการเจริญเติบโตทางความคิดที่ไม่ใช่แค่ในเชิงวิชาการ 

“นักเรียนที่มี growth mindset มีแนวโน้มที่จะมีแรงจูงใจในการพัฒนางานที่ยากขึ้น กลัวความล้มเหลวน้อยลง และมันสำคัญกับศตวรรษที่ 21 ความสำเร็จในการศึกษาจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าที่จะเสี่ยง กล้าคิดค้น นั่นหมายถึง เราต้องยอมรับในบางครั้งที่เราไม่สำเร็จ เพราะถ้าเราไม่ยอมรับความล้มเหลว มันก็ยากที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ”

นักเรียนที่มี growth mindset แข็งแรง จะมีความใฝ่ฝันและจุดมุ่งหมายในการเรียน เห็นคุณค่าของการเรียน สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยพื้นฐานเบื้องต้นที่สำคัญมาก เพื่อทำให้มั่นใจว่าเด็กทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการศึกษาที่ดี 

การปรับระบบการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมจะช่วยเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายพื้นฐานของการศึกษา 

“จากการเปรียบเทียบระดับนานาชาติ นี่คือเป้าหมายที่เป็นไปได้ หากสอดคล้องกันกับทรัพยากรและความต้องการ” ชไลเชอร์สรุป

speaker